มาดื่ม (ไวน์) กับช็อกโกแลตด้วยกันเถอะ!

มาดื่ม (ไวน์) กับช็อกโกแลตด้วยกันเถอะ!

จั่วหัวมาด้วยแรงบันดาลใจจากคำว่า “ช็อคโกลัจ” (แผลงมาเป็นช็อกโกแลตในเวลาต่อมา) ที่หมายถึงมาดื่มช็อกโกแลตด้วยกันสิ ซึ่งเป็นรากศัพท์ของภาษามายาโดย “CHOCOL” แปลว่า ร้อน ผสมกับคำว่า “ATL” ของแอซเทคที่แปลว่าน้ำ พอมารวมกันจึงกลายเป็นคำว่า CHOCOLATL แล้วผันมาเป็น CHOCOLATE ในที่สุด

แค่ชื่อก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเชื้อเชิญอยู่แล้วโดยนัย แถมส่วนผสมของ ช็อกโกแลตที่มีโกโก้ และเนยโกโก้ (COCOA BUTTER)เป็นหลัก รวมทั้งน้ำตาลและส่วนผสมอื่น ๆ ยังมีความหมายออกไปในแนวของ “อาหารแห่งทวยเทพ” เสริมเข้ามาซะอีก ก็เลยยิ่งเพิ่มความน่าสนใจกันเข้าไปใหญ่ บวกกับเดือนอันอบอวลไปกับบรรยากาศ
แห่งความรักเข้าไปด้วย นั้นแล้วอะไรที่เกี่ยวข้องกับWINE โดยเฉพาะไวน์แดง และพันพัวไปถึง CHOCOLATE ก็น่าจะเหมาะสมดีไม่ใช่เหรอครับ และยังตรงกับธีมหวานๆ ตามกำหนดด้วย งั้น…เอาตามนี้เลยนะครับ

แม้ว่าประเพณีนี้จะเริ่มในโลกตะวันตก (มีขึ้นตั้งแต่ยุคที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ) กว่าพันปี (วันวาเลนไทน์ถูกกำหนดขึ้นครั้งแรกโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเกลาซิอุสที่ 1 (SAINT GREGORY I THE GREAT) ใน ค.ศ. 496) มาแล้วก็ตาม แต่เราต้องยอมรับกันไม่ใช่เหรอครับว่า วันนี้คนทั่วโลกก็ยังมีส่วนได้ร่วมต้อนรับเทศกาล “วันแห่งความรัก” พร้อมกันอย่างถ้วนหน้า (ที่มิได้จำกัดอยู่เฉพาะกับความรักแบบหนุ่มสาวเพียงแค่นั้น) ซึ่งแน่นอนในจำนวนก็รวมทั้งพวกเราด้วย

ยิ่งโดยเฉพาะ “ช็อคโกแลต” กลับได้กลายเป็นของขวัญยอดฮิต (นอกเหนือไปจากดอกกุหลาบ) ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นความหมายโรแมนติกใช้แทนคำว่า “รัก” ในวันวาเลนไทน์ไปด้วยแล้วในตัว สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์แน่นอนครับว่าต้องเป็นเทพเจ้าคิวปิด [CUPID เป็นเทพที่ชาวโรมันใช้เรียกเทพ อีรอส (EROS ที่แปลว่าความใคร่) พวกเราเรียกเป็นกามเทพ] ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมัน

“ไวน์” คู่พลัง (รัก) มหัศจรรย์

เอาล่ะ ! พอหอมปากหอมคอกันไปแล้วกับวันวาเลนไทน์ จากนี้ก็ตรงประเด็นมุ่งสู่ “ช็อกโกแลต” (CHOCOLATE) ควงคู่กันไปกับ  “ไวน์” คู่พลัง (รัก) มหัศจรรย์จากธรรมชาติอันทรงคุณประโยชน์กันเลยดีกว่านะครับ

โดยถ้าเริ่มจาก รูปทรงองเอวของช็อกโกแลตนั้นจะเห็นได้ว่า มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปอะไรต่อมิอะไร ยิ่งเฉพาะในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์อย่างนี้ “รูปทรงหัวใจ” ทำกันออกมาให้เลือกเยอะแยะเต็มไปหมด ซึ่งช็อกโกแลต แต่ละชนิดนั้นก็จะมีแตกต่างกันไปตามปริมาณ และส่วนผสม ในช็อกโกแลตรวมทั้งระยะเวลากับอุณหภูมิของการคั่วเมล็ดโกโก้ด้วย ที่รสชาติจะมีกันตั้งแต่ไม่หวานเลย หวานนิดหน่อย ไปจนปานกลาง ไล่เรื่อยไปถึงหวานมาก

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตเอากันอย่างง่ายๆ เพื่อให้สะดวกในการจดจำ หลักใหญ่ๆ ก็มีแค่ ไวท์ช็อกโกแลต มิลค์ช็อกโกแลต และ ดาร์คช็อกโกแลต หรือช็อกโกแลตธรรมดา 3 ชนิดเพียงเท่านั้น ทีนี้มาดูกันซิว่าผมจะจับคู่กันยังไง ?

1.WHITE CHOCOLATE (ช็อกโกแลตขาว)

ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีแต่ส่วนผสมของเนยโกโก้ แต่ไม่มีโกโก้ ผลิตออกมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบแท่ง ก้อนหรือเหรียญ (เพื่อความสะดวก) แตกหักค่อนข้างง่ายมากครับ และด้วยรสชาติที่ออกหวานสอดแทรกนมอย่างนี้ (ช็อกโกแลตขาวที่มีคุณภาพดีจะสังเกตได้จากรสชาติและความนุ่ม) ถ้าได้ขบเคี้ยวควบคู่ไปกับ RIESLING ก็ถือว่าเป็นการสร้างสมดุลได้อย่างดีเยี่ยม

และแม้แต่กระทั่งพวก WINE ROSE, VINTAGE PORT, SHERRY, ORANGE  MUSCAT, A FRUITY CHARDONNAY,  MOSCATO D’ASTI , ICE WINE, SWEET TOKAJI และ LAMBRUSCO (DOLCE OR AMABILE) รวมทั้ง BROCHETTO D’ACQUI ก็ยังไปด้วยกันได้ดีครับ

2.MILK CHOCOLATE (ช็อกโกแลตนม)

ช็อกโกแลตชนิดนี้จะออกรสชาติค่อนข้างหวาน (มีโกโก้เหลวแค่ 20% จึงไม่ขมมากจนเกินไป) ด้วยส่วนผสมที่เป็น นม (นมผงหรือนมก้อน) แล้วยังมีเนยโกโก้แถมท้าย และบางรายยังมีการเพิ่มความหวานตามเข้าไปด้วย จึงแมตช์กับไวน์ LIGHY RED ออกกลิ่นวานิลาปนด้วยสตรอว์เบอร์รี่ และราสป์เบอร์รี่ อย่าง PINOT NOIR ได้เป็นอย่างดี

รวมทั้ง MERLO, RIESLING, PORT, SHERRY, DESSERT WINES (LATE HARVEST WINES, SAUTERNES, TOKAI) และ  แชมเปญ โดยเฉพาะ MUSCAT ด้วยครับ

ส่วนถ้าเป็น MILK CHOCOLATE TRUFFLES ล่ะก็ ไวน์ที่เข้ากันได้ดีจริงๆ ควรจะเป็น  MOSCATEL DEN SETUBAL, MORILES, PX SHERRY, CREAMY SHERRY, RASTEAU และ AGED VINTAGE PORT ครับ

3.DARK CHOCOLATE (หรือ PLAIN CHOCOLATE ช็อกโกแลตธรรมดา)

มีสีดำและรสเข้มข้นซึ่งเป็นตัวที่ผมอยากกล่าวถึงมากที่สุด ในเชิงของคุณประโยชน์ทางด้านสุขภาพ และยิ่งเมื่อนำไปดื่มควบคู่กันไปกับ ไวน์ (โดยเฉพาะไวน์แดง ในปริมาณที่เหมาะสม) จะเป็นการช่วยเสริมสรรพคุณซึ่งกันและกัน เพิ่มเติมเข้าไปอีก

โดยงวดนี้จะขอให้เป็นคิวของ CHOCOLATE เสียมากกว่า เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้เอ่ยถึงคุณประโยชน์ของไวน์ โดยเฉพาะไวน์แดงกันจนหนำใจกันไปแล้ว

DARK CHOCOLATE นี้เชื่อกันว่า มอนเตซูมา ( MONTEZUMA II) กษัตริย์แอซเทก 2 (1440 – 1469) ที่เอา DARK CHOCOLATE ให้นักรบสเปนกิน [ก่อนที่จักรวรรดิแอซเท็ก) จะถูกพิชิตซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญอันหนึ่งในการล่าอาณานิคมในทวีปอเมริกาโดยเป็นบุคคลแรกซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดแห่งการแพร่ความนิยมของช็อกโกแลตดำจนขยายไปทั่วยุโรปและกระจายไปทั่วโลกในที่สุด

แรกเริ่มเดิมทีก็โด่งดังไปในทางยา และสิ่งกระตุ้นกำหนัด (ในช็อกโกแลตมีสารกระตุ้นพลังรักที่มีผลต่อหัวใจ และระบบประสาท) ด้วยเพราะเป็นที่โปรดปรานของจิอาโคโม คาสซาโนวา (GIACOMO CASNOVA) นักรักผู้ยิ่งใหญ่ (1725-1795)

ส่วนผสมหลักของ DARK CHOCOLATE ก็จะมีเป็นพวกช็อกโกแลตลิเคียวร์ (CHOCOLATE LIQUEUR), โกโก้บัตเตอร์ และ น้ำตาลอิมัลซิฟายเออร์ (EMULSIFIER) เช่น เลซิทิน รวมทั้งสารแต่งกลิ่น อย่างวานิลา อาจมีเติมไขมันนม (BUTTER FAT) เข้ามาด้วย เพื่อให้ช็อกโกแลตนุ่มขึ้น แต่จะไม่มีรสชาติของนม

วิทยาศาสตร์ของช็อกโกแลต

จากการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าถ้าเรากินดาร์กช็อกโกแลตบ่อยๆ อาจจะช่วยทำให้ชีวิตเรายืนยาวขึ้นได้อีกพอควรเอาเลยทีเดียว เพราะ DARK CHOCOLATE มีสารฟลาโวนอยด์ (FLAVONOIDS) ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ (ANTIOXIDANT สารต้านอนุมูลอิสระที่มีมากในไวน์แดงเช่นกัน) ซึ่งสารนี้จะช่วยไม่ให้เกิดเกล็ดเลือดแข็งตัว (ไม่ข้นหนืดจนเกินไป) และไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือด (เพื่อเลือดจะไหลได้โดยสะดวก) อันเป็นสาเหตุของการอุดตันในหลอดเลือด

PROFESSOR LEE CHANG YONG (ศาสตราจารย์ ลี ชาง ยง) และคณะจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล (CORNELL UNIVERSITY) ในนิวยอร์ก ศึกษาพบว่าโกโก้ร้อน 1 ถ้วย อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ มากกว่าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเสียอีก) รวมทั้งสารนี้ยังช่วยเพิ่มระดับไนตริกออกไซด์ (NITRIC OXIDE) ในร่างกาย ซึ่งเป็นก๊าซที่ทำให้หลอดเลือดคลายและขยายออก ทำให้รักษาระดับความดันเลือด และเลือดไหลเวียนได้ดี

DARK CHOCOLATE จะอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์มากกว่าชนิดอื่น เพราะมีปริมาณโกโก้มาก

ส่วนศูนย์วิจัยเนสท์เล่ในสวีตเซอร์แลนด์ (NESTLE INSTITUTE OF HEALTH SCIENCES) ได้ศึกษาผลของช็อกโกแลตที่มีต่อความเครียดพบว่าการดื่มและกินช็อกโกแลต ช่วยลดระดับฮอร์โมนเครียด (CORTISOL เป็นฮอร์โมนเครียดที่ร่างกายผลิตออกมาเนื่องจากสภาวะเครียดต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ) ได้

ในด้านสุขภาพหัวใจ สมาคมโรคหัวใจของอเมริกา (AMERICAN HEART ASSOCIATION) รายงานผลการวิจัยเรื่องช็อกโกแลตที่ทำมาหลายปี ตีพิมพ์ลงในวารสาร CIRCULATION สรุปออกมาว่า โกโก้มีประโยชน์ต่อหลอดเลือดหัวใจอย่างแน่นอน เพราะช็อกโกแลตมีสารโพลีฟีนอล (POLYPHENOL, สารเคมีมีคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพคือ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ลดระดับของ CHOLESTEROL  และ TRIGLYCERIDE ในเลือด กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านแบคทีเรีย ไวรัส ป้องกันฟันผุ ฯลฯ) หลายชนิด (ที่มีอยู่ในผลไม้และผักด้วยเช่นกัน)

สำหรับมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ (JOHN HOPKINS UNIVERSITY) ค้นพบว่า การกิน DARK CHOCOLATE( โดยเฉพาะที่มี โกโก้มากกว่า 70%วันละ 100 กรัม นาน 1 สัปดาห์ ) สามารถลดแอลดีแอลคอเลสเตอรอล[ LDL , LOW  DENSITY LIPOPROTEIN , ชนิดไม่ดี(ไขมันเลว)]ลงร้อยละ 6 และเพิ่มเอซดีแอลคอเลสเตอรอล( HDL , HIGHDENSITY LIPOPROTEIN ) ซึ่งเป็นไขมันดีได้มากขึ้นถึงร้อยละ 8

คนที่ทาน “โกโก้” เป็นประจำจะ “มีอายุยืนยาว” กว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีนักวิจัยชาวอิตาลีได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยโภชนาการ USDA HUMAN NUTRITION RESEARCH CENTER ON  AGING ของมหาวิทยาลัยทัฟต์ส (TUFTS UNIVERSITY) ในสหรัฐฯ ค้นพบต่อไปด้วยว่าการกินช็อกโกแลตดำ (DARK CHOCOLATE) ยังช่วยลดภาวะอักเสบที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน (คือฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนทำหน้าที่เผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมันเปลี่ยนน้ำตาลในร่างกายไปเป็นไขมัน) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย

จากการศึกษาวิจัยในจำนวนกลุ่มตัวอย่างของประชากรที่อาศัยในเมือง ZUTPHEN ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำให้พบว่าคนที่ทาน “โกโก้” เป็นประจำจะ “มีอายุยืนยาว” กว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดเจน

ช็อกโกแลตมีสารทริพโทฟาน (TRYPTOPHAN) ซึ่งเป็นกรดอะมิโน ( AMINOACID) สำคัญ ทำหน้าที่ควบคุมเซโรโทนิน (SEROTONIN) สารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ เมื่อร่างกายขับเซโรโทนิน (SEROTONIN) ออกมาช่วยให้ผ่อนคลายความวิตกกังวลได้ ช่วยให้ตื่นตัว กระฉับกระเฉง และยังช่วยแก้อาการเมาค้าง หรือ HANGOVER ได้อีกด้วย

ทีมนักวิจัยจาก UNIVERSITY OF CALIFORNIA AT DAVIS, USA พบว่าโกโก้มีฤทธิ์ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดอุดตัน อันเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดโรคหัวใจหากรับประทานช็อคโกแลตในจำนวนที่พอเหมาะ

ทำให้ด้าน ดร. ลี (DR.LEE CHOON HUI, DIRECTOR GENERAL MALASIAN COCOA BOARD) ยังคงแสดงความกังวลต่อไปว่า  “แม้เรารู้ว่าสารต่อต้านอนุมูลอิสระนั้นดีต่อสุขภาพของเรามาก แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าในแต่ละวัน เราต้องการสารนี้จำนวนเท่าใดกันแน่ ”

PROF. CARL L. KEEN (PROFESSOR OF NUTRITION  AND INTERNATIONAL MEDICINE AT THE  UNIVERSITY OF CALIFOENIA, DAVIS.) และคณะวิจัย (โดยผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร THEAMERICAN JOURNAL OF CLINICAL NUTRITION) จนพบว่า PLATELETS (เกล็ดเลือดมีหน้าที่หลักคือ ป้องกันภาวะเลือดออกผิดปกติ และช่วยให้เลือดหยุดเมื่อเกิดมีเลือดออก ด้วยการจับตัวเป็นลิ่มหรือก้อนเมื่อเราบาดเจ็บ) ในเลือดของร่างกายผู้ที่ดื่มโกโก้มีการจับตัวเป็นก้อนน้อยซึ่งถ้าเป็นก้อนใหญ่โดยจับตัวกันหนาแน่นจนเป็นลิ่มเหนียวข้นเกินไป อาจทำให้เกิดการอุดตันในร่างกายทำให้เป็นโรคหัวใจวายกะทันหันได้ (HEART ATTACK)

รวมทั้งจากผลการวิจัยล่าสุดของโรเจอร์ร็อบสัน (ROGERROBSON) ที่ใช้ธีโอโบรไมน์ (THEO BROMIDE) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีอยู่ในช็อกโกแลตกับผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง และมาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอ็นเอชเอส (NHS HOSPITAL) ผลที่ได้คือ 60% ของผู้ป่วยไอเรื้อรัง มีอาการดีขึ้น และไอน้อยลงมาก และช็อกโกแลตยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินทำให้เรามีความสุข ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า สดชื่นแจ่มใสได้อีกด้วย

การแพริ่งช็อกโกแลตกับไวน์

เอาล่ะ! หลังจากที่ได้ทราบถึงคุณประโยชน์ของ DARK CHOCOLATE พร้อมทั้งข้อมูลยืนยันโดยละเอียดกันไปแล้ว ทีนี้จะได้มาถึงช่วงจับคู่กันบ้างนะครับ

DARK CHOCOLATE (ที่มีโก้โก้ 50% – 70%) จะยอดเยี่ยมมากถ้าแกล้มไปพร้อมกับไวน์แดง (โดยเฉพาะถ้าจะพูดถึงกันทางด้านคุณค่าทางโภชนาการ) ยิ่งเป็นพวก ROBUST WINES (ไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติที่หนักแน่น) อย่าง ZINFANDEL (จะเหมาะมากยิ่งถ้าเป็น SPICED DARK CHOCOLATE) หรือ PINOT NOIR ด้วยแล้วก็วิเศษกันเข้าไปใหญ่

รวมทั้ง CHIANTI ด้วยนะครับ แต่ไวน์ตัวนี้ต้องขอเน้นสักนิดว่า DARK CHOCOLATE นั้นต้องมีโกโก้เป็นส่วนผสมไม่ต่ำกว่า 65 % แต่ถ้าเป็น RASBERRY DARK CHOCOLATE อันนี้ต้องตรงไปที่ SHIRAZ (ที่มี AROMAS BLACKBERRY, PLUM และ PEPPER) เลยครับรับรองไม่ผิดหวัง

[แต่ถ้าจะลงลึกไปในรายละเอียดกันจริงๆ MASTER WINE TASTER ก็เคยได้แยกแยะไว้ในตำรา โดยเขาเอาปริมาณโกโก้ที่เป็นส่วนผสมของ  DARK CHOCOLATE เป็นตัวตั้ง แล้วแยกย่อยจับคู่กับไวน์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามนี้ครับ

EXTRA DARK CHOCOLATE (มีโก้โก้เป็นส่วนผสม 70%)

BORDEAUX , BAROLO, MALBEC, CABERNET FRANC, TOURIGA NACIONA, SUPER TUSCANS,  AMARONE, BARBARESCO, NEBBIOLO, YOUNG SHIRAZ, TANNAT

MEDUIM  DARK CHOCOLATE (มีโก้โก้เป็นส่วนผสม 60%)

MERLOT (เลือกรสชาติที่ฟรุ๊ตตี้และมีน้ำหนักเบา) , SHIRAZ, ZINFANDE, CHIANTI, RHONE, BRUNELLO DE MONTALCINO, MONTEPULCIANO, SANGIOVESE, TEMPRANILLO (RIOJA ), GRENACHE /GARNACH A, CARMENERE, PRIMITIVO, MOURVEDRE, TINTA BARROCA, TINTA RORIZ, BACO NOIR

SMOOTH  DARK CHOCOLATE (มีโก้โก้เป็นส่วนผสม 54 %)

CHAMPAGNE, RIESLING, PINOT NOIR, VINTAGE PORT, PROSECCO , BRACHETTO, BEAUJOLAIS, GAMAY, BACO NOIR, WHITE PORT,  LBV PORT,  RUBY PORT , ALIGOTE, VIOGNIER , CHENIN BLANC, GEWURTZRMINER, SEMILLON, PINOT GRIS  และ VIDAL

แต่ถ้าเป็น  CHOCOLATE ที่มีโก้โก้เป็นส่วนผสมต่ำกว่า 35% ไวน์ที่เขาแนะนำให้เข้าคู่กันจะเป็น  VIN SANTO, PORT, LATE  HARVEST,  ZINFANDEL, BANYULS  และ MAURY

มีข้อควรระวังไว้นิดครับคือ ดาร์กช็อคโกแลตดูน่าจะไม่เหมาะกับกาแบร์เนโซวีญง (CABERNET SAUVIGNON) สักเท่าไหร่แม้นว่าไวน์จะออกเปรี้ยวไม่มากนัก แต่ก็อดกังวลใจไม่ได้ว่า มันอาจสร้างความลงตัวทางรสชาติต่อกันและกันได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น แต่ถ้าเป็น ESPRESSO CHOCOLATE กลับไปกับ CABERNET SAUVIGNON ได้อย่างไม่ต้องตะขิดตะขวงใจอะไรเลย

รสชาติต่างระดับของ DARK CHOCOLATE

ทีนี้ปริมาณการใส่โกโก้แมส (COCOA MASS ตัวที่ทำให้โกโก้มีสีน้ำตาลและรสชาติขมๆ) ที่เขาใส่ไม่เท่ากันนี่แหละครับ ทำให้ DARK CHOCOLATE ต้องแบ่งย่อยตามรสชาติออกได้อีก 3 ชนิด

1.แบบหวาน ( SWEET CHOCOLATE)

ช็อกโกแลตหวาน (SWEET CHOCOLATE) ถึงแม้จะมีความหวานมากก็ตามแต่กลับมีไขมันไม่มากอย่างที่คิดนะครับ ส่วนใหญ่พวกที่ตกแต่งทำขนม มักนิยมใช้ ช็อกโกแลตชนิดนี้

2.แบบกึ่งหวาน ( SEMI SWEET CHOCOLATE)

SEMI –  SWEET  CHOCOLATE  เป็นช็อกโกแลต สีเข้มที่มีรสกลมกล่อม หวานน้อยแบบกึ่งหวาน (SEMI SWEET CHOCOLATE) อยู่ในรูปของเหลวแล้วเพิ่มความหวานและใส่เนยโกโก้ (COCOA BUTTER) ลงไปด้วย (มีเปอร์เซ็นต์โกโก้เป็นส่วนประกอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 35)

3. BITTERSWEET CHOCOLATE

ชนิดนี้จะมีเปอร์เซ็นต์โกโก้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50% ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีตั้งแต่ 70% ไปจนถึง 100% เลยทีเดียว มีรสชาติขมอมหวาน จึงน่าจะไปได้ดีกับไวน์รสชาติ FRUITY หอมกลิ่น  SPICES นิดๆ  อย่าง SHIRAZ รวมทั้ง BORDEAUX, BEAUJOLAIS, ZINFANDEL, MALBEC ไปจนกระทั่ง ORANGE MUSCAT(LATE HARVEST ) และ PORT ก็ยังไปได้ดีครับ

นอกจากนี้แล้วยังมี

CHOCOLATEFRUIT

สำหรับ ช็อคโกแลตผลไม้นี้ ไอซ์ไวน์ ( ICE WINE) จะซึมลึกไปกับเนื้อผลไม้ที่ผสมผสานอยู่ได้ดีที่สุดครับ

CARAMEL CHOCOLATE

ไวน์แพริ่งได้ดีกับ CHOCOLATE นี้ก็จะเป็นพวก PX SHERRY, VIN SANTO, CREAM SHERRY, MOSCATEL DE SETUBAL, MADEIRA, AMONTILLADO SHERRY, MOSCATO D ’ASTI, DEMI-SEC CHAMPAGNE (A SWEET CHAMPAGNE), BRACHETTO D ’ACQUI,  ASTI– SPUMANTE, LAMBRUSCO

PEANUT BUTTER CUPS

ที่บ้านเรานิยมทานกัน แต่หาซื้อกันไม่ค่อยได้ง่ายนัก ก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันนี่แหละครับ และไวน์ที่จะใช้ดื่มร่วมกัน ขอแนะนำเป็น AMONTILLADO SHERRY, OLOROSO SHERRY และ MADEIRAครับ

มาจนถึงตรงนี้แล้วก็อดจะติงเอาไว้สักนิดไม่ได้ว่า จะจับคู่กันยังไงก็ตามแต่เถอะ! ขออย่างเดียว “ไวน์ต้องหวานกว่าตัวของหวาน” เพราะหาไม่แล้ว รสชาติดีๆ ของไวน์จะไม่เหลือหรออะไรเลย

ดังนั้นก่อนจะซื้ออะไรก็เตรียมจับคู่  [โดยคำนึงถึง WEIGHT และ DARKNES คืออ่อนไปกับอ่อนแก่ไปกับแก่ ( MATCH THE WINES IN ASCENDING OR DER OF WEIGHT AND DARKNES)

เอาไว้ล่วงหน้าเลยนั่นแหละดี [AIM TO PURCHASE QUALITY  CHOCOLATE  FOR THE PURPOSES OF WINE  AND CHOCOLATE PAIRING, เลือกซื้อ CHOCOLATE ให้เข้าคู่ไปกับไวน์ (หรือเลือกซื้อไวน์ให้เข้าคู่กันไปกับ CHOCOLATE)

และถ้าต้อง TASTING (MANY TASTE TESTINGS) ไม่ว่าจะเป็น WINE หรือ CHOCOLATE  พร้อมๆ กัน ควรเลือกจากอ่อนไปแก่นะครับ

คือถ้าเป็น CHOCOLATE ก็ต้อง LIGHT MILK และ WHITE CHOCOLATE นำร่องไปก่อน แล้วค่อยจะไปถึง MIDIUM  INTENSITY CHOCOLATE แล้วถึงจะตบท้ายด้วย VERYDARK และ BITTERCHOCOLATE อะไรในทำนองนี่ครับ

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ไกด์เท่านั้นเอง เพราะของอย่างนี้บางทีมันก็ขึ้นอยู่กับลิ้นใครลิ้นมันเหมือนกันนะครับ

ถ้าลองคู่ไหนที่คุณจับเอามาคู่กันแล้วมันโดน! ก็เอาเถอะครับ ฉีกกฎไปได้เลยเชื่อผมเถอะ!

แล้วงวดหน้า ผมจะจับคู่ “ช็อคโกแลต” ไปกับ “เหล้า” ให้ดูกันบ้าง เจอกันนะครับ

—————————————

วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์
กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
www.witooncocktailandwine.com

Witoon Wongsawat

โดย: Witoon Wongsawat

อาจารย์วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์ : กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
มาดื่ม (ไวน์) กับช็อกโกแลตด้วยกันเถอะ!
ให้คะแนนบทความ