Why & Wine (2)

Why & Wine (2)

เพื่อให้เกิดความมั่นใจในข้อมูลกันจริงๆ งวดนี้เลยต้องเอาผู้ที่น่าเชื่อถือได้ เรียงหน้ากันออกมายืนยันกันสักหน่อยว่า AGE GETS BETTER WITH WINE จริงๆ ครับ ถ้าดื่มกันในปริมาณที่เหมาะสม [1 – 2 แก้ว (ใส่ลงไปในแก้วประมาณครึ่งแก้ว คือราว 120 มิลลิลิตร หรือ 4 ออนซ์  ซึ่งโดยทั่วไปไวน์แดงจะบรรจุได้ราว 8 – 10 ออนซ์)] เริ่มด้วย

ดร.อิกนาซิโอ โรเมโร่ (DR.IGNACIOROMERO) จากมหาวิทยาลัยเกตาเฟ่ (GETAFE UNIVERSITY) ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน พบว่ากรดโพลิฟินอลที่มีในไวน์แดงมีผลต่อการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ประโยชน์ในการ “ชะลอความชรา” [จากสารเมลาโทนิน (MELATONIN) ในผิวองุ่นช่วยการกระตุ้นการปรับเปลี่ยน ระบบนาฬิกาของร่างกาย (CIRCADIAN RHYYHM)] “รวมทั้งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ” (ERECTILE DYSFUNCTION) (สารเรสเวอราทรอลไปช่วยกระตุ้นการสร้างปลายเซลล์ประสาทใหม่และสารนี้ยังช่วยป้องกันความเสียหายของสมองเมื่อเกิดหลอดเลือดตีบ หรือแตกมีผลทำให้หลอดเลือดขยายตัวเช่นเดียวกับไวอากรา) กลับเป็นโบนัสที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงกันอย่างมากที่สุด

นายแพทย์ RICHARD A. BAXTER (FROM UNIVERSITY OF BIRMINGHAM) ที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ AGE GETS BETTER WITH WINE ได้ศึกษาประโยชน์ของไวน์ต่อสุขภาพ และความอ่อนเยาว์ไว้อย่างน่าสนใจ

[มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องไวน์และ ANTIAGING หรือการต่อสู้กับความชรา (คือหนึ่งในเคล็ดลับการดูแลสุขภาพหรือที่บางคนเรียกว่า “เวชศาสตร์ชะลอวัย” ที่กำลังเป็นที่กล่าวขานในยุคนี้) โดยนายแพทย์ RICHARD A.BAXTER ที่สหรัฐอเมริกากล่าวถึงการดื่มไวน์ว่ามีผลกระทบโดยตรงกับสุขภาพของผิวพรรณ โดยกลไกของ  ANTIOXIDANT(มีในไวน์แดงที่เป็นทำงานต้านอนุมูลอิสระ) ที่เชื่อได้ว่าการดื่มไวน์ช่วยให้คุณดูอ่อนเยาว์ได้จริง และสารเรสเวอราทรอลสามารถยืดอายุขัยของยีสต์ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียวได้ถึง 70% ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับการยืดอายุขัยของชีวิตมนุษย์ (ส่วนนักวิทยาศาสตร์แห่ง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันวิจัยวัยทองของสหรัฐอเมริกาค้นพบว่า สารเรสเวอราทรอลนี้ยังไปกระตุ้นการทำงานของยีนส์ที่ควบคุมและป้องกันความชรา โดยไปเพิ่มปฏิกิริยาการทำงานของเอนไซม์ SIRT1 ที่มีบทบาทในการยืดอายุไขของมนุษย์ (แต่ทั้งหมดนี้ต้องไม่เครียดและไม่สูบบุหรี่ด้วยครับ)]

สารเรสเวอราทรอล

สารเรสเวอราทรอลนี้เลย กลายเป็นสารมหัศจรรย์ที่ยังจะช่วยต้านอนุมูลอิสระ, ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, การต่อต้านมะเร็ง [เรสเวอราทรอลจะออกฤทธิ์กระตุ้นให้เซลล์ของมะเร็งตาย (และยังมีรายงานการวิจัยจากศูนย์มะเร็งแห่งนครลอสแองเจลิส พบว่าสารนี้มีฤทธิ์บีบเนื้อร้ายหดตัวเล็กลงและทำลายให้หมดไปได้] และปรับสมดุลในร่างกาย รวมทั้งป้องกันโรคอ้วน ได้ด้วย (โดยเรสเวอราทรอลจะเข้าไปกระตุ้นยีนเซอร์ทูอิน วัน (SIRTUIN – 1) มีผลให้เกิดการการเผาผลาญจึงเป็นโอกาสและความหวังของคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก)

และผลการศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย, มหาวิทยาลัยวียู อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์, มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทอร์น ชิคาโก สหรัฐอเมริกา (โดย บารรี เกห์ม และได้ตีพิมพ์ลงในวารสารกิจกรรม   ของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เมื่อ 18 ธ.ค. 2540) รวมทั้ง คณะทีมวิจัย แห่งภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรธ ของบ้านเราเองด้วย] พบว่าสารเรสเวอราทรอลช่วยทำให้เลือดไม่เกาะรวมตัวกันเป็นก้อน (เพราะสารนี้สามารถไปเปลี่ยนแปลงระดับไขมันคอเลสเทอรอลในเลือดได้ โดยไปเพิ่มระดับของ HDL หรือคอเลสเทอรอลแบบดีให้สูงขึ้น) และสารนี้ยังมีโครงสร้างเหมือนฮอร์โมนเอสโทรเจน (ESTROGEN HORMONE) สังเคราะห์ที่ควบคุมยีนตัวหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลหัวใจให้แข็งแรง

สารมีประโยชน์อื่นๆ ในไวน์

นอกจากนี้ก็ยังมาสารที่ได้มาจากระหว่างกระบวนการในการผลิตไวน์ อย่างเช่น ฟลาโวนอยด์ (FLAVONOIDS, เป็นสารประกอบฟีนอลิคมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในองุ่นเปลือกแดง ทำหน้าที่ปรับสมดุลคอเลสเตอรอลในเลือด และช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดและไม่ให้เส้นเลือดเปราะได้ง่าย (ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงสร้างความยืดหยุ่นให้ผนังหลอดเลือดจึงป้องกัน โรคลมปัจจุบัน หรือ STROKE  ได้ด้วย) ต้านมะเร็ง และต้านโรคหัวใจโดยองุ่นสายพันธุ์ CABERNETSAUVIGNON, PETITSYRAH และ PINOT NOIR จะมีสาร FLAVONOIDS (ฟลาโวนอยด์) มากที่สุด  ส่วน  MERLOTS และ RED ZINFANDELS จะมีน้อยตามกันลงมา แต่ก็ยังมีมากกว่าไวน์ขาว)

ฮีสตามีน (HISTAMINE) จะช่วยให้ไม่เครียดหรือเป็นไมเกรน (MIGRAINE), แทนนิน (TANNIN) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยย่อยอาหาร (นอกจากนั้นสารแทนนินไวน์แดง ยังจะช่วยลดสารคอเรสเตอรอลในเม็ดเลือดแดงได้อีกด้วย ซึ่งคอเลสเตรอลนี้เมื่ออยู่ในเส้นเลือดมากๆ จะทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่สะดวก โดยเฉพาะคนที่อ้วนมากๆ)

รวมทั้งสารโพลีฟีนอล [POLYPHENOL ซึ่งสาร TANNIN ที่สร้างอายุ (มีสารกันเสีย ที่เรียกว่า PRESERVATIVE มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์) และให้รสฝาด (ASTRINGENCY) และรสขมกับตัวไวน์ (มาจากคำว่าแทนนิ่ง (TANNING) ซึ่งแปลว่า รักษาไว้) ก็เป็นสาร POLYPHENOL ด้วยเช่นกัน

สารกลุ่มนี้สามารถต้านมะเร็ง ลดระดับของ CHOLESTEROL และ TRIGLYCERIDE ในเลือดกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านแบคทีเรีย ไวรัส ป้องกันฟันผุ ที่น่าสนใจมากคือสามารถลดความอ้วนได้ด้วย (โดยช่วยยับยั้ง CATECHOL – O – METHYL TRANSFERASE สร้างความร้อนที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน เพื่อจัดการกับโรคอ้วน แถมยังช่วยชะลอการปล่อย GLUCOSE สู่กระแสเลือด และการสร้าง INSULIN ซึ่งเป็น HORMONE เพื่อเผาผลาญแทนที่จะสมเป็นไขมัน รวมทั้งยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ AMYLASE ปล่อยให้แป้งถูกย่อยช้าลง ทำให้การเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือดเป็นไปอย่างช้าด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียในช่องปากที่ทำให้เกิดฟันผุอีกด้วย)]

จนอนามัยโลกถึงกับขานรับว่า สารในไวน์แดงมีคุณประโยชน์จริง (จากรายงานองค์การอนามัยโลก ยืนยันว่าเรสเวอราทรอลสามารถลดอาการเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจได้ถึง 40% ขณะเดียวกันยังต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการสะสมของโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และการเกิดการออกซิเดชันของ LDL ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย) รวมทั้งกรมอนามัยและงานสาธารณะสุขของสหรัฐอเมริกา (US DEPARTMENT OF HEALTH AND HUMAN SERVICES) เอง ก็ออกโรงมายืนยันในเรื่องเดียวกัน ร่วมด้วยวงการแพทย์ต่างๆ จากทั่วโลกก็ให้การยอมรับและสนับสนุน

การวิจัยที่สนับสนุนว่าทำไมไวน์จึงดีต่อสุขภาพ

เอ้า! ผมจะยกตัวอย่างให้ดูก็ได้ อธิเช่น ค.ศ.1976  นักวิจัยที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา ทำการศึกษาในกลุ่มชายชาวญี่ปุ่นจำนวน 7,705 คน ที่ฮอโนลูลู และในอีก 4 ปี ต่อมา ทีมวิจัยเดียวกันนี่แหล่ะครับ กลับพบเพิ่มเติมมาอีกด้วยว่า การดื่มไวน์อย่างพอเหมาะพอเจาะ ยังจะมีส่วนช่วยลดอัตราการเสี่ยงจากการตายด้วยโรคมะเร็ง และอัมพาตจากเนื้อสมองตายเพราะขาดเลือดได้อีกด้วย

ค.ศ.1982  ในออสเตรเลีย ผลการวิจัยที่บัซเซลทาวน์ชี้ว่า ผู้ที่ดื่มไวน์ในปริมาณที่กำหนดจะมีอัตราหัวใจวายต่ำที่สุด

ค.ศ.1986  การวิจัยด้านหัวใจอย่างต่อเนื่องของประชากรในเฟรมมิงแฮม รัฐแมตซาชูเซต์กับกลุ่มชายจำนวน 2,100 คน และหญิงจำนวน 2,600 คน ใช้เวลาศึกษานานหลายปีก็ค้นพบเรื่องในทำนองเดียวกัน

ค.ศ.1988 DR. JERRY CHARPER (ศาสตราจารย์เจอร์รี่ ชาร์ปเพอร์) นำทีมวิจัยของคณะแพทย์ศาสตร์  โรงพยาบาลรอยัลฟรี (ROYAL FREE HOSPITAL) ในลอนดอน ศึกษาชายจำนวน 7,000 คน ที่มีอายุ 40-50 ปี ซึ่งได้เข้าร่วมในโครงการวิจัยด้านหัวใจ ประจำภาคของอังกฤษ และผลก็ออกมาสนับสนุนในเรื่องเดียวกันนี้อีกเช่นกัน

ค.ศ.1990 สมาคมผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีจำนวนสมาชิกมากมายมหาศาล ได้ทำการศึกษากลุ่มชายจำนวน 277,000 คน  ซึ่งในที่สุดก็พบว่า ไวน์นั้นนะนอกจากผู้ที่ดื่มวันละแก้วจะลดการเสี่ยงต่อโรคเลือดกล้ามเนื้อหัวใจได้ร้อยละ 25 แล้ว ยังมีอัตราการตายจากมะเร็งน้อยกว่าผู้ที่ไม่ยอมดื่มเลยได้อย่างไม่น่าเชื่อ

และทำไปทำมางานวิจัยนับรวมกันเป็นเข่งได้ถึง 60 ชิ้น นักวิจัยในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็เลยนำผลการวิจัยทั้งหมดออกมาลองทบทวนกันใหม่อีกครั้ง

ในที่สุดก็สรุปได้ว่า ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ หลงเหลืออีกแล้ว จนสามารถจำกัดความไปได้เลยว่า ไวน์แดงเป็นยาที่ทรงอานุภาพที่สุดเท่าที่เคยมีมาในการป้องกันโรคหลอดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจ ส่วนที่พอเห็นจะมีเถียงๆ กันอยู่บ้าง ก็คงจะเป็นเรื่องของปริมาณการดื่มที่แน่นอนเท่านั้นเอง]

ไวน์ ดื่มได้ ดื่มเป็น มีประโยชน์

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะรู้ดีว่า สาเหตุการเสียชีวิตของคนทั้งโลก ถ้าไม่นับรวมจากอุบัติเหตุ (โดยเฉพาะจากมอเตอร์ไซด์) สถิติสูงสุดที่ผลุดกันลุกผลัดกันรับ นั่นก็คือ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง จนวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ต้องพยายามทุกวิธีที่จะค้นคว้าวิจัยเพื่อยับยั้งสาเหตุการตายนี้

[สำหรับประเทศไทยนั้น โรคมะเร็งก็ถือว่าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย รองลงมาคือ อุบัติเหตุ และโรคหัวใจ ตามลำดับ ซึ่งข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณะสุข พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 60,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 7 ราย โดยมีสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และมะเร็งปากมดลูก ท้ายสุดยังทิ้งการคาดการณ์เอาไว้ว่าประมาณปี พ.ศ. 2563 จะมีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคนี้มากกว่า 11 ล้านคน และจะเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนามากกว่า 7 ล้านคน (ในประเทศไทย มะเร็งท่อน้ำดีเป็นมะเร็งตับที่พบว่ามีอุบัติการณ์สูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย) ]

รวมทั้งข้อมูลวิจัยล่าสุด (18 ส.ค. 59) จากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้า (UNIVERSITY OF ALBERTA) ประเทศแคนาดา เปิดเผยว่า การดื่มไวน์แดง 1 แก้ว สามารถเผาผลาญพลังงานได้เท่ากับการออกกำลังในยิม 1 ชั่วโมง เนื่องจากไวน์แดงมีสารที่เรียกว่าเรสเวอราทรอล (RESVERATROL) คล้ายคลึงกับสารที่เราได้จากการออกกำลังกาย ซึ่งการค้นพบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่อยากออกกำลังกาย แต่ร่างกายไม่สามารถขยับได้ โดยสารเรสเวอราทรอลนี้มีฤทธิ์เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดการเกิดโรคหัวใจ เช่นเดียวกับการไปยิมเลยทีเดียว

นอกจากนี้การดื่มไวน์ในปริมาณที่เหมาะสม ยังช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากโรคภัยต่างๆ อย่างเช่น เบาหวาน [สารสกัด PROCYANIDINS ( GSP ) และ GYPENOSIDES ( GPE ) จากเมล็ดองุ่น จะช่วยต่อต้านภาวะดื้อของอินซูลิน และสาร เรสเวอราทรอลช่วยรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน (นักวิทยาศาสตร์แห่ง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันวิจัยวัยทองของสหรัฐอเมริกา พบว่าสารนี้ช่วยป้องกันเบาหวานได้], “โรคความจำเสื่อม” (จากสาร RESVERATROL ที่ช่วยเสริมสร้างระบบสมองและความจำ), “โรคมะเร็ง”(เรสเวอราทรอลเข้าไปกำจัด เซลล์มะเร็งและลดอัตราการเกิดและการเจริญเติบโตของมะเร็ง)“, “ไข้หวัด” [เรสเวอราทรอลช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสหวัด (จากการรายงานของศูนย์โรคหวัดแห่ง CARDIFF UNIVERSITY ประเทศอังกฤษ)], “ช่วยย่อยอาหาร” (โดยการล้างสาร MALONALDEHYDES ที่ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร จากอาหารแปรรูปหรือประเภททอด), “แก้ท้องร่วง แก้บิด สมานแผล แผลเปื่อย” ( แทนนินมีสมบัติเป็นสารตกตะกอนโปรตีน มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย และเชื้อราได้ )

“ป้องกันเหงือกอักเสบ” (จากสารโพลีฟีนที่ช่วยต่อต้านแบคทีเรียในช่องปาก), “ช่วยลดความอ้วนได้” โดย RESVERATROL  เข้าไปช่วยกระตุ้น ยีน SIRTUIN – 1 มีผลให้เกิดการเผาผลาญ( ผลการวิจัยในปี 2006 ที่ประเทศฝรั่งเศส) จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ชาวเมดิเตอเรเนี่ยน ใช้เพื่อไดเอต] และโรคหัวใจ รวมทั้งยังช่วยระงับยับยั้ง “ความชรา” [เรสเวอราทรอล สามารถยืดอายุขัยของเซลล์ยีสต์ได้ถึง 70% และกระตุ้นการผลิต STEM CELL (การทำเซลล์ใหม่เพื่อมาทดแทนเซลล์เก่า) จากไขกระดูก ส่งผลให้มีการซ่อมแซมทั่วร่างกาย] ไปได้โดยปริยายส่วนคนที่นอนไม่ค่อยหลับ ก็ไวน์นี่ล่ะครับ ช่วยทำให้หลับง่ายได้ดีนักแล ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เป็นเพราะว่า ไวน์มีสารประเภทแกมม่าบิวไทโรแลกโตน (GAMMA BUTYROLACTONES) ที่ทำให้เกิดลักษณะคล้ายยากล่อมประสาท ทำให้รู้สึกง่วงนอน และหลับลึก [จากสารเมลาโทนิน ( MELATONIN)]

[และนี่ละคือสาเหตุส่วนหนึ่งที่มีผู้นิยมดื่มไวน์แดงมากกว่าไวน์ขาว  เพราะเรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ คือกรรมวิธีในการผลิตไวน์ขาว ไม่เหมือนกับไวน์แดงก็ตรงที่ว่า เขาใช้ทั้งองุ่นขาวและแดง (อย่าแปลกใจนะครับ ก็คุณลองบีบองุ่นแดงดูสิ  ว่าน้ำจะออกมาเป็นสีอะไร) หรือจะเป็นองุ่นขาวอย่างเดียวก็ได้ โดยที่เขาจะคั้นเอาแต่น้ำก่อนที่จะมีการหมักเชื้อ แต่ไวน์แดงได้จากผลองุ่นสีแดงที่ทิ้งไว้ให้ผลองุ่นเกิดเชื้อหมักเสียก่อน 3 – 8 วัน แล้วจึงคั้นเอาน้ำองุ่นมาทำเป็นไวน์แดง

ตรงนี้เองที่จะอดเปรียบเทียบกับพวกธัญพืชที่ยังไม่ได้ขัดสี กับพวกที่ขัดสีไปแล้วไม่ได้ว่า คุณประโยชน์ที่ได้รับมันช่างต่างกันมากเหลือเกิน เพราะเรารู้กันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับว่า ประโยชน์ที่มีมาก ก็ตรงที่ขัดสีไปแล้วนั่นแหละ แล้วทีนี้คุณพอมองภาพออกหรือยังล่ะ]

สำหรับผู้ที่ชอบไวน์ขาว งวดหน้าคงต้องต่อกันสักอีกนิด เพราะคุณประโยชน์ก็ไม่เบาเหมือนกันนะครับ

—————————————
word: วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์
กรรมการผู้จัดการ  โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
www.witooncocktailandwine.com

Witoon Wongsawat

โดย: Witoon Wongsawat

อาจารย์วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์ : กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
Why & Wine (2)
ให้คะแนนบทความ