Why & Wine (1)

Why & Wine (1)

แน่นอนครับ พอได้เริ่มกดปุ่มเปิดคอมพิวเตอร์ เพื่อเคาะต้นฉบับส่ง “FOODSTYLIST CHANNEL” สิ่งแรกที่ต้องคิดก็คือ “MADE FROM GREENERY” ซึ่งเป็นธีมของงวดนี้ก่อนเป็นอันดับแรก คิดไปคิดมาจะมีอะไรดีไปกว่าการเขียนสะท้อนและเจาะลึกกันให้ถึง “สรรพคุณ” ของคำล่ำลืออันเก่าแก่ในเรื่อง “ไวน์เพื่อสุขภาพ” ตามที่ผมได้จั่วหัวเรื่องไว้ได้ล่ะครับ

โดยคุณค่าอันมหาศาลจากไวน์นี้ ได้มีการกล่าวขานถึงกันมานานนักหนาแล้ว เอาเป็นว่าอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าราว 2,000 ปี ก็แล้วกัน จากบันทึกการค้นพบคุณสมบัติทางยาจากไวน์แดง ของกาเลน (GALEN) หมอชาวกรีกที่มีชีวิตอยู่ในยุคสมัยเมื่อเกือบสองพันปีโน้น ซึ่งยุคนั้นเขาคือนายแพทย์ที่ดูแลบาดแผลให้แก่บรรดาเกลดิเอเตอร์ และเมื่อพูดกันถึงเรื่องนี้แล้วเอาเข้าจริงๆ มันก็มีกระแสต่อต้านพอสมควร โดยบางคนถึงกับจัดให้ “แอลกอฮอล์” นั้นกลายเป็นเครื่องดื่มอันตรายอย่างหนึ่ง ที่หาดื่มได้ง่ายทั่วทุกหนแห่งในราคาไม่แพง ซึ่งนอกจากจะถูกกฎหมายแล้วสังคมก็ยังให้การยอมรับกันอีกด้วย

ซึ่งมันก็ทั้งถูกและผิดนั่นแหละครับ มาถึงตรงนี้จึงอดจะนึกถึง “บิดาแห่งวิชาพิษวิทยา” ที่ชื่อ พาราเซลซัสไม่ได้ [PARACELSUS (ค.ศ. 1493 –  ค.ศ. 1541) ชาวเยอรมันที่อยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นทั้งนักฟิสิกส์ นักพฤกษศาสตร์ นักเล่นแร่แปรธาตุ และนักดาราศาสตร์ และเขาคือผู้ที่กำหนด “กฎแห่งพิษวิทยา” (THE DISCIPLINE OF TOXICOLOGY ) อีกทั้งยังเป็นนักปฏิวัติผู้ยืนหยัดอยู่ในเรื่องของการสังเกตความเป็นไปของธรรมชาติ] ด้วยเพราะคำที่เขาเคยพูดเอาไว้ว่า ไม่มีสารใดในโลก “เป็นพิษ” และไม่มีสารใดในโลก “ไม่เป็นพิษ” แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มันไปในปริมาณ รวมทั้งวิธีที่ถูกต้องหรือเปล่า

รวมทั้งที่เขากล่าวต่อไปอีกด้วยว่า “ไวน์เป็นทั้งอาหารและยา” [และหนึ่งในบทธรรมคำสอนจากท่านพุทธทาส “มองแต่แง่ดีเถิด” เขามีส่วนเลวบ้าง ช่างหัวเขา-จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่-เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู-ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย… (ความจริงผมไม่ควรจะนำมาใส่เอาไว้ร่วมกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับของมึนเมาเลย แต่เพราะเห็นว่าถ้าทำให้เราฉุกคิดและรู้จักเลือกในการ “ละโทษ” เพื่อเติมเต็มเอาแต่ “ประโยชน์”ได้ ก็น่าจะเป็นเจตนาที่ดีไม่ใช่เหรอครับ)]

ประโยชน์จากการดื่มเป็น

ทั้งหลายทั้งปวงประโยชน์หรือโทษที่เราจะได้รับ จึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการดื่มของพวกเรากันเอง ถ้าไม่รู้จักประมาณตน เล่นดื่มกันอย่างไม่บันยะบันยัง โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็จะถามหา จนพบได้ว่าผู้ที่เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลกว่า 40%  นั้น ล้วนแล้วเป็นผลมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เกินความพอเหมาะด้วยกันทั้งสิ้น นี่ยังไม่นับรวมกับอุบัติเหตุด้วยนะครับ

ซึ่งทั้งหมดนี้ มันน่าจะมีแต่เรื่องดีมากกว่าเสีย เพียงถ้าเราดื่มกันให้เป็น โดยเฉพาะดื่มกันในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น! เอาเป็นว่า ผมจะค่อยๆ คลี่คลายพร้อมเปิดเผยและสร้างความเข้าใจในแก่นเรื่อง “ไวน์เพื่อสุขภาพ” โดยพยายามรวบยอดความคิดจากบุคคลในสายอาชีพที่เชื่อถือได้ (อย่างแน่ๆ) นำมาอ้างอิงให้พวกเราได้มั่นใจและรู้กันไปเลยว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช่ว่ามีแต่โทษ (มหันต์) แต่กลับจะมีคุณ (อนันต์) อย่างเหลือเชื่ออีกด้วย เพราะในไวน์ล้วนแล้วแต่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากสารต่างๆ มากมาย อย่างที่หลายคนอาจคิดกันไม่ถึง

อย่างเช่น สารเรสเวอราทรอล (RESVERATROL), ฟลาโวนอยด์, (FLAVONOIDS), ฮีสตามีน (HISTAMINE),  แทนนิน (TANNIN), สาร OPC รวมทั้งสารโพลีฟีนอล (POLYPHENOL) ที่ได้มาจากระหว่างกระบวนการในการผลิตไวน์

โดยผมจะนำมาเปิดปูมและอ้างอิงพร้อมๆ กันไปกับบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อเพิ่มความเชื่อถือซึ่งทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านศาสตร์ซึ่งว่าด้วยการทำไวน์  ระบาดวิทยา แอลกอฮอล์ศึกษา โรคหลอดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจ   และความรู้ทางการแพทย์ด้านอื่นๆ ด้วยกันทั้งสิ้น และกว่าที่พวกเขาจะต่างออกโรงมาไล่แถลงกันได้ ก็ต้องทำการศึกษาค้นคว้า  และวิจัยกันครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างนับไม่ถ้วน โดยผมจะไล่เรียงกันไปตามนี้เลยครับ

บุคคลผู้มีเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมไวน์จึงดีต่อสุขภาพ (1)

1. KENDEL STEWART เป็นผู้หนึ่งที่มีรายงานออกมาว่า “สาร OPC” มีบทบาทป้องกันหัวใจวาย ในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจ   [สาร OPC (OLIGOMERIC PROANIDIN COMPLEXES) เป็น SUPERANTIOXIDANT ที่พบมากในเมล็ดองุ่น (GRAPE SEED) ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแกร่ง (โดยเฉพาะกรณี VARICOSE VEIN หรือเส้นเลือดขอด (VARICOSE VEIN) ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม รวมทั้งอาการแทรกซ้อนจากเบาหวานที่เกิดจาก หลอดเลือดฝอยเสื่อมสภาพจากน้ำตาลล้นเกิน รวมทั้งอาการชาที่ขาด้วย) การไหลเวียนโลหิตดีขึ้นผิวหนังแข็งแรง เต่งตึง และเส้นผมแข็งแรง (จากนักวิจัยชื่อ TAKAHASHI) นอกจากนี้ยังลดอาการอักเสบ (ANTI – INFLAMMATION) ลดอาการบวม (ไปช่วยทำให้ PROTEIN COLLAGEN ELASTIN เหนียวแข็งแรงจึงลดอาการบวมได้โดยเร็ว) และอาการภูมิแพ้ รวมทั้งมะเร็ง อีกด้วยท้ายสุดที่สำคัญ สาร OPC นี้ยังจะช่วยอาการหย่อนสมรรถภาพในชายด้วย (แต่ควรต้องร่วมไปกับการออกกำลังกาย ภายใต้สภาพจิตใจที่ดีด้วยนะครับ) ปัจจุบันเริ่มมีการสกัด OPC จาก เมล็ดองุ่นและได้รับความนิยมมากกว่า OPC สกัดจากเปลือกสนถึง 400 เท่า ทั้งราคาก็ถูกกว่าอีกด้วย]

2. DR.MICHEL DE LORGERIL (มิเชลเดอลอร์เจอริล) ผู้นำการวิจัยจากมหาวิทยาลัยโฌแซ็ฟ ฟูรีเย (JOSEPH FOURIER)ในประเทศฝรั่งเศสก็ได้พบเช่นกันว่าชายวัยกลางคน (อายุระหว่าง 30 – 40 ปี จำนวน 353 ราย) ชาวฝรั่งเศสที่เพิ่งป่วยด้วย“โรคหัวใจ” และนิยมดื่มไวน์วันละประมาณ 2 แก้ว ร้อยละ 50 มีพัฒนาการของการก้าวสู่ “โรคหัวใจในขั้นต่อไป” น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มไวน์เลย [ซึ่ง “วารสารเซอร์กูเลชั่น” (CIRCULATION MAGAZINE, ของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน) ก็ตีแผ่สำหรับความจริงในข้อนี้ด้วยเช่นกัน ]

3. JUDY O ‘ SULLIVAN (จูดี้ โอซัลลิแวน) จากมูลนิธิโรคหัวใจของอังกฤษ (BRITISH HEART FOUNDATION) กล่าวว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วันละ 1 แก้วช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ (นอกเหนือไปจากการกินผักผลไม้ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงงดสูบบุหรี่ด้วย)

4. RICHARD DAWKINS [ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดชาวอังกฤษ (เกิด 26 มีนาคม 1941) ผู้เชี่ยวชาญที่เน้นการศึกษาพฤติกรรมภายใต้สภาวะตามธรรมชาติ]  ได้เคยเขียน “ไวน์อมฤตรักษาใจ” ลงในหนังสือของเขา และเคยประกาศสนับสนุนในเรื่องเดียวกันนี้ (ที่ห้องประชุมของโรงแรมอินเตอร์คอนติเนลตัน เมืองซิดนีย์  ในหัวข้อการประชุมเรื่อง “คุณความดีทางการแพทย์ของแอลกอฮอล์” เมื่อเดือนตุลาคม 1991)

5. ROF. CHARLES HENNEKENS (ด๊อกเตอร์ชาร์ลส ฮันเนอร์เกนส์) เป็นศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันที่ฮาวาร์ดรวมทั้ง DR.RAYMOND PEARL (เรย์มอนด์เพิร์ล) ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาชาวอเมริกัน แห่ง JOHNS HOPKINS UNIVERSITY (SCHOOL OF HYGIENE AND PUBLIC HEALTH) นอกจากนี้ยังมี PROF. RODNEY M. JACSON (ศาสตราจารย์รอดนีย์แจ๊กสัน) ที่ออกมาตีพิมพ์งานวิจัยใน ค.ศ 1992  ร่วมด้วย DR.CLATSKY FRIDMAN (ด๊อกเตอร์คลาตสกี้ และฟริดแมน) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ ได้ร่วมกันเขียนบทบรรณาธิการชิ้นสำคัญ ในปีค.ศ.1993 ให้กับวารสารการแพทย์ที่มีบทบาทสูง ชื่อ NEW ENGLAND JOURNAL OF MEDICINE (NEJM), และ PROF. THOM WHITEHEAD (ศาสตราจารย์ทอม ไวท์เฮด) เป็นศาสตราจารย์เกียติคุณทางเคมี แห่งมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม, เอ็ดวินแฟรงเคลแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ต่างเรียงหน้ากันออกมาป่าวประกาศเพื่อยืนยันในทฤษฏีที่ว่านี้ด้วยเช่นกันครับ

6. PROF. ROGER CORDER ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจชาวอังกฤษก็ทำการวิจัยจนหายสงสัยว่า “ทำไมคนฝรั่งเศสแม้นิยมทานอาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน แต่ทำไมอัตราของการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจกลับลดลง (FRENCH PARADOX)

[จากสาร PROCYANIDIN (โปรไซยาดิน) หรือ โปรแอนโทไซยาดิน (PROANTHOCYANIDIN ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม FLAVONOID) ที่ไวน์แดงในท้องถิ่นฝรั่งเศส มีสูงมาก รวมทั้งสาร พอลิฟีนอล (POLYPHENOL ) ในไวน์แดงจากองุ่นแหล่งอื่น ซึ่งในปัจจุบันยังมีการยืนยันว่าช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดเรื้อรัง เช่น  ATHEROSCLEROSIS ได้แล้วตีพิมพ์ในวารสารของฟินแลนด์ เมื่อปี 2007 ที่ก่อนหน้านี้ ในปี 1998 TUFTS UNIVERSITY (MEDFORD, MASSACHUSETTS, U.S) ก็เคยได้รายงานผลการพบเช่นเดียวกันนี้ในอเมริกา]

แต่บุคคลที่ได้รับการกล่าวถึงในวงการไวน์มากที่สุดว่าเป็น “HERO OF THE FRENCH WINE INDUSTRY” (WHEN HE ANNOUNCED ON AMERICAN TELEVISION THAT WINE IS GOOD FOR THE HEART) กลับเป็น

7. ด๊อกเตอร์แซจ เรอโน (DR. SERGE RENAUDFRENCH  RESERCHER , BORN NOVEMBER   21 1927 DIED OCTOBER  28 2012) แห่ง BORDEAUX UNIVERSIT, FRANCE กับปรากฏการณ์อันสวนทางกับหลักตรรกะที่หลายคนรู้จักกันดีในนามของ “เฟรนช์ พาราด็อกซ์” (FRENCH PARADOX)

ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเหลือเชื่อ (โดยเฉพาะกับพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะสุ่มเสี่ยง แต่ทำไมชาวฝรั่งเศสถึงอายุยืน และมีความเสี่ยงโรคหัวใจต่ำ) และปรากฏการอันนี้ถือได้เลยว่า เป็นหนึ่งในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่งที่ตอกย้ำความเชื่อในเรื่องคุณประโยชน์ของการดื่มไวน์เอากับเขาด้วยเหมือนกัน

(เนื้อหาก็คือได้มีการเก็บสถิติของชาวฝรั่งเศส โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศสทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ และพวกที่อยู่ในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พบว่าพวกเขาใช้ชีวิตตรงกันข้ามกับหลักสุขอนามัยทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพฤติกรรมในการสูบบุหรี่ที่หนักหน่วง แต่ออกกำลังน้อยกว่าคนอเมริกัน และมีบางกลุ่มด้วยซ้ำไปที่ไม่นิยมออกกำลังกายกันเอาเลย รวมทั้งชอบรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันแต่กลับเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่พบว่า คนฝรั่งเศสนั้นมักจะไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจกัน  โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคนอเมริกันแล้ว เลยกลายเป็นว่าคนที่มีอายุเท่ากัน  ชาวอเมริกันจะมีความเสี่ยง  ต่อการเป็นโรคหัวใจ  มากกว่าชาวฝรั่งเศสถึง 3 เท่าจนเป็นที่รู้กันดีว่า ชาวฝรั่งเศสมีอัตราอาการหัวใจวายติดอันดับต่ำสุดในระดับต้นๆ ของโลกเอาเชียวแหละ น่าเชื่อไหมล่ะ) และเหตุผลที่อธิบายปรากฏการซึ่งสวนทางนี้ก็คือ ชาวฝรั่งเศสนิยมดื่มไวน์แดง (ในขณะที่ชาวอเมริกันมักชอบดื่มเบียร์และเหล้า) และบริโภคอาหารที่มีผักสดและผลไม้ในปริมาณค่อนข้างมาก

รวมทั้ง สาร RESVERATROL จึงกลายเป็นที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะในวงการแพทย์ จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ต่อแถวพยายามทำงานวิจัยเพิ่มเติมกันออกมาอีกมากมาย จน RESVERATROLได้รับการยืนยันถึงคุณประโยชน์อันมหาศาล มากกว่า 4,000 ฉบับมาจนถึงปัจจุบัน

บุคคลผู้มีเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมไวน์จึงดีต่อสุขภาพ (2)

ซึ่งในจำนวนนี้ก็ยังมี PROF. CURTIS ELLISON  (ด็อกเตอร์เคอร์ติสเอลลิสัน) ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ และนักระบาดวิทยาแห่งคณะแพทย์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยบอสตันที่ค้นพบว่า “ชาวฝรั่งเศสมีอายุขัยที่ยืนยาว” กว่าประชากรของประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรปกว่า 18 ประเทศ และชาวฝรั่งเศสยังมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจน้อยกว่าถึง 3 เท่า

นายมิเชลเดอลอร์เจอริล ( FRENCH RESEARCHER) และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยโจเซฟ ฟูริเย ในประเทศฝรั่งเศส พบว่าชายวัยกลางคนชาวฝรั่งเศสที่เป็นโรคหัวใจและนิยมดื่มไวน์วันละประมาณ 2 แก้ว ร้อยละ 50 มีพัฒนาการของการก้าวไปสู่โรคหัวใจ ขั้นที่สองน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มไวน์เลย (FRENCH PARADOX) และ กลีเกอร์ แพทย์ชาวอเมริกันกับคณะหลังสำรวจผู้ดื่มไวน์กับการเป็นโรคหัวใจของประชากร 18 ประเทศ ก็ออกมาสนับสนุนสิ่งที่ค้นพบนี้เช่นเดียวกัน

JOHN FOLTS ก็ทำการวิจัยเกี่ยวกับผลของไวน์กับโรคหัวใจเอาไว้ด้วยอีกเช่นกัน โดยมีมูลเหตุจูงใจคล้ายๆ กับด๊อกเตอร์แซจ เรอโน (DR. SERGE RENAUD) นั่นแหละ (กล่าวคือเขาสังเกตเห็นชาวฝรั่งเศส ซึ่งมักนิยมบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัวซึ่งจะนำไปสู่การมีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง แต่กลับมีอัตราการเป็นโรคหัวใจที่ต่ำมาก

จากการทดลอง โฟลทส์ และคณะพบว่าไวน์แดงที่ชาวฝรั่งเศสนิยมบริโภคกันเป็นประจำ สามารถลดความหนืดของเลือด  และทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง และป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ทำให้ลดอัตราเสี่ยง ในการเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายได้อย่างน่าพิศวง  จากการวิเคราะห์นี้เองทำให้พวกเขาพบว่า สารที่ช่วยป้องกันลิ่มเลือดได้เป็นอย่างดีคือ ฟลาโวนอยด์ (FLAVONOLD) ซึ่งเป็นรงควัตถุในพืชที่มักจะพบในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีสีเข้ม เช่น ไวน์แดงหรือเบียร์ดำ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีสีอ่อน เช่น ไวน์ขาวหรือวอดก้าก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน แต่น้อย และมักไม่ค่อยให้ผล ในการลดการแข็งตัวของเลือดได้สักเท่าไหร่นัก) PROF. EDWARD MILLER (CEO. JOHN HOPKINS UNIVERSITY SCHOOL OF MEDICINE) ก็สนับสนุนกับปรากฏการณ์ “เฟรนช์ พาราด็อกซ์” (FRENCH PARADOX) ด้วยเช่นกัน

ส่วนศาสตราจารย์เดวิด ซินแคลร์ (PROF. DAVID SINCLAIR) ศาสตราจารย์ด้านพันธุกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (HARVARD UNIVERSITY) ก็ได้เปิดเผยว่า สารเรสเวอราทรอล (RESVERATROL) จะเข้าไปทำงานกับโปรตีน SIRT 1 ซึ่งเป็นเอนไซม์ (ENZYME) ชะลอวัยที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์

เอนไซม์ตัวนี้จะเข้ามาขัดขวางขัดขวางโรคภัยที่มาพร้อมวัยของมนุษย์ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความจำเสื่อมโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ พร้อมทั้งช่วยให้ชะลอวัยและทำให้อายุยืนยาวขึ้น

จากการทดสอบกับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน [DIABETES, เพิ่มความไวของอินซูลิน (Prevent blood – sugar trouble)] และโรคหัวใจ พบว่าสารเรสเวอราทรอล สามารถป้องกันและรักษาได้จริง

[และเมื่อเร็วๆ นี้ที่ประเทศอังกฤษรวมทั้งที่สเปน ได้มีการคิดค้นตัวยาที่เชื่อว่าจะเป็นยาอายุวัฒนะ ต่อต้านความแก่ชราได้ ซึ่งสารดังกล่าวเป็นสารที่สกัดได้จากไวน์แดง เชื่อว่าจะทำให้มนุษย์อายุยืนยาวได้มากกว่า 120 ปี ซึ่งในรายงานบอกชัดเจนว่าว่าสารดังกล่าวก็คือ “สารเรสเวอราทรอล” (RESVERATROL) อีกเช่นกัน (เรสเวอราทรอลสามารถยืดอายุขัยของยีสต์ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียวได้ถึง 70% ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับการยืดอายุขัยของชีวิตมนุษย์)]

ในที่สุดเขาก็ได้เปิดเผยผลงานชิ้นนี้ของเขา ลงในนิตยสารวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อว่า เนเจอร์ ( FACULTY OF MEDICINE  HARVARD UNIVERSITY RESEARCH REVEALED THROUGH SCIENCE  MAGAZINE “NATURE”.)

แม้แต่ นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ (AMERICAN BOARD OF ANTI – AGING MEDICINE)

เร็วๆ นี้มีการค้นพบว่า คนฝรั่งเศสอายุยืนอย่างมีคุณภาพ เช่น เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันน้อยกว่าคนอเมริกา

สำหรับ D.R.MONIQUE BRETELER จากสถาบันการแพทย์ ERASMUS MEDICAL CENTER ของประเทศเนเธอร์แลนด์  ก็ได้ทำการวิจัยในหัวข้อเรื่องว่า “ALCOHOL CONSUMTION AND RISK OF DEMENTIA: THE ROTTERDAM STUDY” จนพบว่าการดื่มไวน์จะช่วยป้องกันโรคขี้หลงขี้ลืม หรืออัลไซเมอร์) และพาร์กินสัน (PARKINSON, MUSCLE REAMPS) ได้ แล้วตีพิมพ์ลงในวารสารของสถาบัน เมื่อวันที่ 26 ม.ค. พ.ศ.2545

(ซึ่งทีมงานวิจัยได้ศึกษาจากคอไวน์ถึง 7.983 คน ที่ดื่มไวน์เป็นประจำวันละ 1-3 แก้ว ในระหว่างปี 1990-1999 พบว่า  บุคคลดังกล่าวไม่เป็นโรค อัลไซเมอร์ และโรค พาร์กินสันแต่อย่างใด) [ โดยในก่อนหน้านั้น (วันที่ 15 พ.ค.1997) นักวิจัยชาวฝรั่งเศสก็เคยพบว่า การดื่มไวน์วันละ 1-3 แก้ว นั้นสามารถป้องกัน โรคอัลไซเมอร์ ได้เช่นกัน]

และ จอห์นซี.แบร์ฟูต หัวหน้าทีมวิจัย แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊คในเมืองเดอร์แฮม มลรัฐนอร์ทแคโรไลนากลับพบต่อไปอีกด้วยว่าการดื่มไวน์ในปริมาณที่พอดี (โดยเฉพาะไวน์แดง) ยังจะช่วยแก้หวัดและปวดหัว ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

แฟร้งค์ โจนส์ (FRANK JONS) ก็ได้แนะนำไว้ในหนังสือ “The Save Your Health Wine Guide” ระบุว่า การดื่มไวน์แดงเพียงวัน 1 แก้วก็สามารถป้องกันหวัดได้แล้ว (จากผลวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย 5 แห่ง) ซึ่งนอกจากนี้ยังสามารถช่วยบำรุงผิว [สารเรสเวอราทรอลช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ลดริ้วรอย รักษาอาการบวมน้ำในร่างกาย เพิ่มความกระชับแก่ผิว ยับยั้วการทำลาย “อีลาสติน” ใต้ผิว ทำให้เนื้อผิวมีความกระชับ การไหลเวียนใต้ชั้นผิวดีขึ้น (ส่วนคนที่แพ้ แอลกอฮอล์ก็ต้องหันไปทานพวก เบอร์รี่หรือดาร์คช็อกโกแลตที่ไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระแทน)] ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยรวมทั้ง หมอบรรจบ ชุณหสวัสดิกุล (แพทย์ทางเลือก) ก็ได้สนับสนุนความจริงข้อนี้

รวมทั้งในไทยเราเองก็ต้องถือว่าเป็นการวิจัยครั้งแรกโดย ดร.นภาพร แก้วดวงดี, 2547  พบว่าสาร “เรสเวอราทรอล” ที่สกัดจากผิวเปลือกองุ่นแดง (มีปริมาณสูงมาก) สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง จะหยุดการกระจาย และตายไปในที่สุด  ที่ทางวิทยาศาสตร์เรียก อะพอพโตซิส (APOPTOSIS)

(โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และได้รับการสนับสนุนทางเครื่องมือจากคณะแพทย์ศิริราชพยาบาลและ PROF. DR. ANIRBAN  MAITRA ณ มหาวิทยาลัย JOHNS  HOPKINS สหรัฐอเมริกา)

จากการศึกษาวิจัย (ดร.นภาพร แก้วดวงดี , 2547) ได้นำสารเรสเวอราทรอล มาทำการทดสอบฤทธิ์ความเป็นพิษของเรสเวอราทรอลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตและฆ่าเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี ที่พบในประเทศไทยคือ มะเร็งท่อน้ำดี KKU-100 โดยวิธี SRB ASSAY ได้

โดยมี PROF. ANIRBAN  MAITRA สนับสนุน ดร.นภาพร แก้วดวงดี จากมหาวิทยาลัย JOHNS  HOPKINS  สหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ดีผู้ที่สกัดสารตัวนี้ออกมาได้คนแรกกลับเป็นนักวิจัยญี่ปุ่นชื่อมิชิโอ ทากาโอโกะ (MICHICO TAKAOKA ISCOVERED RESVERATROL) ในปีค.ศ.1939 จากพืชเวอราตรุม อัลบุม (VERATRUM ALBUM) สารเรสเวอราทรอลเป็นสติลบีนอยด์ (STIBENOID) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวหนึ่งในกลุ่มโพลีฟีนอล (POLYPHENOL)

ประโยชน์ของสารเรสเวอราทรอล

สารเรสเวอราทรอล (RESVERATROL) ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มโพลีฟีนอล (POLYPHENOL) ซึ่งมักพบมากที่บริเวณ ผิวขององุ่นแดง (GRAPE SKIN) และในไวน์แดงจึงได้ฉายาว่าสารยืดยีนมนุษย์ (ที่ช่วยในการยับยั้งภาวะความจำเสื่อม, ป้องกันโรคพาร์คินสัน, ลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ (TRIGLYCERIDE), ลดระดับความดันโลหิตสูง (HYPER TENSION), เพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมสร้างความแข็งแรงของหลอดเลือด, ช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และการรวมตัวของลิ่มเลือด, ประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน, ทำลายเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย, รักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน, เพิ่มประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก, ลดความเสี่ยงต่อภาวะสูญเสียการมองเห็น, ต่อต้านเชื้อ HIV,และยังช่วยลดริ้วรอย ได้ด้วย)

มากันถึงตรงนี้ก็ยังหาเนื้อที่เพื่อจะจบให้สมบูรณ์ไม่ได้ งวดหน้าเลยจำต้องขอต่อกันอีกนิดให้เกิดความมั่นใจกันไปเลย กับข้อมูลที่เชื่อถือได้ แล้วพบกันนะครับ

—————————————
word: วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์
กรรมการผู้จัดการ  โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
www.witooncocktailandwine.com

Witoon Wongsawat

โดย: Witoon Wongsawat

อาจารย์วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์ : กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
Why & Wine (1)
ให้คะแนนบทความ