สุรากลั่นพื้นบ้านไทย

WATER OF LIFE

[แปลมาจากคำว่า UISCE BEATHA ซึ่งเป็นภาษาแกลลิคโบราณ ( CLASSICAL GAELIC ) สำหรับชาวเซลท์ ( CELT หรือเรียกกันว่า “ เคลท์ ” ที่เกิดขึ้นมาในช่วงยุคเหล็ก ( IRON AGE ) โดยเดิมทีนั้นพวกนี้จะกระจายตัวกันอยู่ในแถบยุโรป รวมถึงในอาณาจักรโรมันด้วย ) ในสก็อตแลนด์ ( เคยได้ไปดูงานที่นั่นหลายครั้ง ) ใช้พูดแทนเหล้าโรงที่เขาทำกันในยุคก่อน ( แปลความหมายได้ว่า ” น้ำแห่งชีวิต ” ) เลยอดนึกไม่ได้ว่า … มันก็คล้ายๆกับ “สุรา” กลั่นพื้นบ้านของเราเช่นกัน นี่แหละ ! เลยเป็นแรงบันดาลใจอยากใช้ชื่อนี้จั่วหัวเรื่องครับ

สุรากลั่นพื้นบ้านไทย

เอาล่ะครับ ตามสัญญา! เราจะกลับมาคุยกันอย่างเต็มๆ อีกครั้ง กับมนต์เสน่ห์ของ “สุรากลั่นพื้นบ้านไทย” หรือฝรั่ง (โบราณ) เคยใช้เรียกในความหมายเดียวกันว่า “ WATER OF LIFE ” (บ้างก็เรียกกันเปรอะเป็น DISTILLED LIQUOR COMMUNITY , RICE WHISKEY , LOCAL LAO KHAO , WHITE SPIRIT , THAI WHITE RICE LIQUOR หรือไม่ก็เป็น THAI WHITE WHISKEY ไปเลยก็มี) อันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งชาวบ้านเรามักคุ้นดีกับคำว่า “ เหล้าขาว ” ( หรือ “เหล้าโรง”) ที่ได้เข้ามามีบทบาท กับวิถีบริโภค

[ พูดง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการอยากรับประทานอาหาร และเจริญอาหาร พร้อมเสริมรสชาติซึ่งกันและกัน (DURING MEALS) รวมไปถึง AFTER MEAL DRINK ใช้ในการช่วยย่อยอาหาร ( DIGESTIVE ) ตลอดจนเมาค้าง (HANGOVER CLINIC) แม้กระทั่งตื่นเช้าลุกขึ้นมาถอน เป็นต้องลงเอยด้วย “ เหล้าขาว ” ในทุกจังหวะจะโคน ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนเวลาใดก็ตาม และไม่ต้องห่วงด้วยว่าจะทานควบคู่ไปกับอะไรดี ( ไม่เหมือนพวกฝรั่งมังค่าที่จะต้องจับคู่ทานกันไปทีละอย่างตามลำดับ ) ]

และการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเรามาตั่งแต่เกิด ในเกือบแทบจะทุกครัวเรือนก็ว่าได้ [งานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ งานบวช งานบุญบั้งไฟ และ ปีใหม่เมือง ( สงกรานต์ ) หรือว่าจะเป็น งานลงแขก ]

เหล้าขาว เหล้าหรือยา

ต้นน้ำเต้า

เพราะมีวัตถุดิบและภูมิปัญญาอันเป็นมรดกสืบทอดกันมา ลูกเด็กเล็กแดงยันเฒ่าชะแลแก่ชรา จึงน้อยคนนักจะไม่รู้จัก “ เหล้าขาว ” กัน แต่มีใครสักกี่คน ( โดยเฉพาะคนรุนใหม่ ) ที่พอทราบว่า “ เหล้าขาว ” ยังใช้ไปในการทาเพื่อรักษาอาการต่างๆ ( มาตั้งแต่ครั้งโบราณ ) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย อธิเช่น แพทย์แผนไทยใช้ “ เหล้าขาว ” ผสมกับ ใบน้ำเต้าสด ( ที่โขลกเสร็จแล้ว ) แล้วนำมาทาเพื่อ ถอนพิษร้อน , แก้อาการฟกช้ำบวม พุพอง , แก้โรคผิวหนัง รวมทั้ง เริม และ งูสวัด

นอกจากนี้แล้วคนโบราณยังใช้ “ เหล้าขาว ” นำไปผสมกับ น้ำใบพลู ( ที่ถูกตำให้ละเอียด ) ใช้ทาบริเวณที่เกิดอาการคันหรือลมพิษ   ได้ผลชะงัดจนหลายคนนึกไม่ถึง พอเอ่ยถึง “ ใบพลู ” อดจะจินตนาการย้อนยุค เห็นภาพคุณย่าคุณยายกับตะกร้าหมากและปากแดง มีน้ำหมากไหลย้อยนิด ๆ ตามมุมปาก ไม่ได้เลยครับแต่ไม่เห็นมานานโขแล้ว ก็นับตั้งแต่ยุคของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี   [ดำรงตำแหน่ง 8 เมษายน พ.ศ. 2491 ( ก่อนผมเกิดได้ 4 ปี ) จนถึง 16 กันยายน พ.ศ. 2500 ] นั่นแหละครับ ที่ทำให้การเคี้ยวหมากพลูกลายเป็นของต้องห้ามของคนไทยไป

ใบพลู

คนไทยที่อายุต่ำกว่า 40 ปีจึงแทบจะไม่เคยเห็นวัฒนธรรมการกินหมากพลูกันแล้ว (แต่คิดว่าคงยังน่าจะหลงเหลือมีบ้างตามชนบทต่างในจังหวัด) แต่ท้ายสุดก็ยังมีการแอบปลูกอีกจนได้ เพราะใบพลูนั้นเปรียบเสมือนเป็นยาสามัญประจำบ้านที่จะขาดเสียมิได้ (อยากกระซิบไว้สักนิดหนึ่งว่า “ ใบพลู ” ในยุคก่อนนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นแค่เครื่องเคี้ยวคู่กับหมาก ไว้ใช้ต้อนรับแขกเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ หรือพบปะสังสรรค์ เพียงเท่านั้น แต่เชื่อไหมครับว่าสิ่งเดียวกันนี้ ยังเป็นเครื่องบอกรักระหว่างหนุ่ม – สาว อีกด้วย คือถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้หมากพลูไปแล้ว   อีกฝ่ายให้หมากพลูตอบกลับ   ก็แสดงว่ารักนั้นสมหวังเตรียมแห่ขันหมากได้เลยครับ )] [ ซึ่งให้สาร พลูจินอล ( PLUGENOL ) และ ชาวิคอล ( CHAVICOL ) ]

จากเหล้าสู่สมุนไพร

“เหล้าขาว” ยังนำไปผสมกับรากของต้นแค ( ที่ฝนกับน้ำ ) จะช่วย แก้ขับลมในลำไส้ และ ลมในกระเพาะอาหาร ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย        ส่วน “ เหล้าขาว ” กับ เสลดพังพอน ( ตัวเมียที่ตำแล้ว 1 กำมือ ) หลังผสมกันแล้ว กลับนำไปใช้ทาให้ทั่วบริเวณที่ขึ้นผื่น วันละ 2 – 3 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน แค่นั้นเอง อาการเหล่านั้นก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง

เท่านี้ยังไม่พอ “ เหล้าขาว ” เอาไปดองกับ มะกรูด ใช้ทาแก้ปวดเข่า ( เทเหล้าขาว 1 ขวดลงไป ดองกับมะกรูดไว้ราว 15 วัน จากนั้น กรองเอาแต่น้ำ มาใส่ขวดซึ่งมีหัวฉีด ใช้พ่น หรือ ใส่สำลี นำมาทาบริเวณที่มีอาการ ) ได้ผลดีอย่างเหลือเชื่อ รวมทั้งนำ “ เหล้าขาว ” ไปแช่กับ ชุมเห็ดเทศ ( ใช้ใบสดตำละเอียด ) ใช้ทารักษากลากเกลื้อนไม่นานนักก็หาย

ตลอดจน“ เหล้าขาว ”ยังนำไปผสมกับ ” หอมแดง ” ( โดยใช้หัวสดตำผสม ) พอก แก้พิษผึ้งแตน และ ต่อต่อย ได้ด้วยเช่นกัน นี่ยังไม่รวมกับ “ เหล้าขาว ” ที่ใช้ดองกับ กระชายดำ [รากเหง้า ( แบบหัวสด ) ประมาณ 4 – 5 ขีด ต่อสุราขาว 1 ขวด (   ผู้ที่ดื่มสุราไม่ได้ ให้ฝานเป็นแว่นบางๆ   แช่น้ำร้อนดื่มทุกวัน หรือจะดองกับน้ำผึ้งก็ได้ ในอัตราส่วน 1 : 1 ) ] ดื่มก่อนรับประทานอาหารเย็น ( ในปริมาณที่เหมาะสม ) จะทำให้คึกคักกระชุ่มกระชวย ( บำรุงฮอร์โมนเพศชาย ) ช่วยสร้างความสมดุลให้กับความดันโลหิต   ทำให้ไหลเวียนได้ดีขึ้น

จากคุณประโยชน์ที่แฝงสอดแทรกอยู่ใน“ เหล้าขาว ” ถึงอย่างนี้ ยังไม่สมควรอีกหรือครับ กับการฟื้นฟูให้สืบทอดเป็นมรดกไทยอย่างจริงจัง ( ด้วยการเผยแพร่องค์ความรู้ของชุมชนและภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ที่ต้องรักษา วิถีการผลิต พร้อม ทรัพยากร แล้วเชื่อมโยงข้อมูลและศักยภาพของพื้นที่สู่การศึกษาวิจัย   ประคองเดินไปร่วมกัน สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง ในการพัฒนาฟื้นฟูกระบวนการผลิตให้ดียิ่งๆขึ้นไป ) โดยเฉพาะกับ “ สูตรลูกแป้ง ที่มีส่วนผสมพิเศษซึ่งไม่เหมือนใคร [ ยกตัวอย่างจากสูตรที่สถาบันวิจัยไวน์และสุราพื้นบ้าน โดย ศาสตราจารย์นภา โล่ห์ทอง ในหนังสือ “ กล้าเชื้ออาหารหมักและเทคโนโลยีการผลิต ” ( 2534 ) มีตามนี้ครับ แป้งข้าวเจ้า 400 กรัม , กระเทียม 6 กรัม , ขิง 6 กรัม , ข่า 6 กรัม , ชะเอม 6 กรัม , พริกไทย 6 กรัม และ ดีปลี 2 กรัม ]

จึงไม่ควรถูกแย่งชิงหรือผูกขาดสิทธิอำนาจ   ไปเป็นธุรกิจของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ ( คือตั้งแต่เปิดเสรีการผลิตและจำหน่ายสุรามา ความขัดแย้งในเรื่องการผูกขาด ในกลุ่มธุรกิจบางกลุ่ม ยังคงเป็นกรณียืดเยื้ออยู่ในสังคมไทย ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ )

เหล้าในกฏหมาย

จริงอยู่แม้พระราชบัญญัติสุรา ( 6 ตุลาคม ๒๕๔๓ ตามประกาศกระทรวงการคลัง ) จะออกมาเพื่อส่งเสริม [ ซึ่งคงได้เพียงภาพลักษณ์และเป็นแค่มายาภาพเท่านั้นเอง ) ให้ผลิตเหล้ากันอย่างเสรีแล้วก็ตาม แต่ฉบับที่ออกมาตั้งแต่ พ.ศ.2493 ( จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง   ที่กีดกัน ไม่ให้ชาวบ้านผลิตสุรา ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เพื่อบริโภคและจำหน่าย      ] ก็ยังไม่ได้ยกเลิกแต่เพียงอย่างใด โดยเฉพาะที่มีปัญหาต่อการผลิตลูกแป้ง [ พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓  ( หมวด ๕ เชื้อสุรา มาตรา ๒๔ ) ห้ามมิให้ผู้ใดทำหรือขายเชื้อสุรา เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานสรรพสามิต ( มาตรา ๒๕ ) ห้ามมิให้ผู้ใดมีเชื้อสุราไว้ในครอบครอง เว้นแต่จะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาต ( ตามความในมาตรา ๒๔ ) หรือเป็นผู้ซื้อ รวมทั้งได้มาจากผู้ได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ] ที่เป็นตัวสำคัญในการผลิตเหล้า [ ถ้าแก้หรือปรับกฎหมายฉบับนี้ ได้ ( มีกฎหมายคุ้มครองการผลิตสุราพื้นบ้านขึ้นมาทดแทน พ.ร.บ. สุรา 2493 ) จะเป็นการลดความขัดแย้งในสังคมที่ดำรงอยู่มาเป็นเวลานาน และยังสามารถแก้ปัญหาอื่น ๆ ในสังคมได้อีกหลายเรื่องอีกด้วย   เพื่อให้คนไทยประกอบอาชีพได้โดยเสรีอย่างแท้จริง ]

จึงดูไปว่า มือข้างหนึ่งเหมือนจะผลักดันส่งเสริมและสนับสนุน แต่ มืออีกข้างหนึ่งกลับดูคล้ายเหนี่ยวรั้งหรือดึงเอาไว้ยังไงก็ไม่รู้

เอ้า ! กลับมาพูดถึง การทำสุราพื้นบ้าน กันบ้าง ( ก่อนจะมีเนื้อที่ให้เล่าไม่พอ ) คือถ้าจะให้ดีมันต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น วัตถุดิบ , แหล่งน้ำ , เชื้อที่ใช้หมัก , การต้มกลั่น , การบรรจุ และ การเก็บรักษา แต่สิ่งสำคัญที่สุดต้องมีความสะอาดในทุกขั้นตอน ( มิฉะนั้น เชื้อที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งปะปนมากับวัตถุดิบ , น้ำ หรือ มีอยู่แล้วในอากาศ อาจทำให้เกิดการบูดเน่าได้ )

น้ำเมาท้องถิ่น

ซึ่งทั้งหมดนี้ เชื่อไหมครับว่า “ น้ำเมาท้องถิ่น ” บ้านเรา มีความสมบูรณ์ในทุกองค์ประกอบ ก็เอาเป็นว่า พอคุยกับชาวบ้านเขาได้ไม่เบาเหมือนกัน   ที่แน่ๆ ปัจจุบันเขายอมรับกันแล้วล่ะครับ   และถ้าไม่แน่จริงคงยากกับการจะออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์   แถมมีปริมาณการผลิตค่อนข้างสูงเอาซะด้วย

ไม่ต้องไปดูที่ไหนกันหรอก เอาแค่ “ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสุราสักทองแพร่ ” ( ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2548 )   หลายคนคงนึกไม่ถึงกันแล้วล่ะครับ   ว่าจะ เคยมีตัวเลขเสียภาษีให้กับจังหวัด ( แพร่ ) มากกว่า 1.000 ล้านบาท คิดดูเอาเองก็แล้วกัน โดยทั้งหลายทั้งปวงพวกเขาก็ได้สืบทอดกิจการสุราพื้นบ้าน ต่อมากจากบรรพบุรุษนั่นแหละครับ ( ในตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ) ที่จากอดีตเริ่มต้นจากการทำแค่ “ เหล้าหมัก ” ( ใช้เรียกกันในครั้งนั้น บางคนอาจเรียกว่า “ น้ำข้าว ” ) โดยไม่มีการกลั่น

กว่าจะมาเป็นเหล้า

คือหมักจากลูกแป้งที่เป็นส่วนประกอบอันสำคัญ ซึ่งได้จาก เครื่องเทศ หรือ สมุนไพรธรรมชาติ ในท้องถิ่น เช่น ดีปรี ( GENUS PIPER , เป็นไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง ) ข่า ( GALINGALE , เป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า ” เหง้า ” อยู่ในวงศ์ขิง   ),หอมขาว [ ในท้องถิ่นอีสานเขาหมายถึงต้นกระเทียม ( GARLIC ) ครับ ] , พริกแห้ง ( DRIED CHILLI , มีหลายสายพันธุ์ หลายขนาด และหลายเกรด ผ่านกรรมวิธีตากแห้งโดยใช้แสงอาทิตย์ ) , พริกน้อย [ ใช้เรียกกันในภาคเหนือ ( BLACK PEPPER , พริกไทเป็นไม้เลื้อยมีทั้งต้นตัวผู้และตัวเมีย ) ] เป็นต้น นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกให้ละเอียด ผสม ข้าวเหนียว    [ โดยเลือกใช้ข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 รวมทั้งขนาด และเลือกใช้ปลายข้าวหรือจมูกข้าว ( ข้าวเหนียวเต็มเม็ดใช้เวลาหมักประมาณ 1 เดือน ปลายข้าวใช้เวลาหมักเพียง 15 วัน) เพื่อให้ระยะเวลาในการหมักลดลง รวมทั้งปรับปรุงด้านรสชาติ เพื่อประยุกต์ไปขายต่อในรูปของ สุราแช่ หรือ สาโท และ ไวน์ ] ที่แช่ แล้วปั้นเป็นลูกกลอน ตากให้แห้งสนิท แล้วจึงนำไปหมักกับข้าวเหนียว (   สมุนไพรซึ่งใช้ทำลูกแป้งเหล่านี้ สามารถยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้แป้งบูดเสีย แต่ไม่ทำลายยีสต์และราสำหรับใช้ในการหมัก   ) ] โดยการใส่ไหหรือโอ่งเก็บไว้ใต้ถุนบ้าน เสร็จแล้วก็นำมาดื่มได้เลย

พอทีหลังจึงได้พัฒนามาเป็นการต้ม [ หลังจากหมักได้ที่ จึงนำไปกลั่น [ คือการแยกน้ำกับแอลกอฮอล์ออกจากกัน ( โดยอาศัยหลักความแตกต่างของจุดเดือด และ การแลกเปลี่ยนมวลสารระหว่างสองสถานะ คือสถานะของเหลว กับสถานะไอ ) ]โดยการต้มน้ำที่สูบมาจากภูเขาดงหล้ม แล้วจึงนำไปบรรจุลงในภาชนะที่ต้องการ ] เพื่อให้แอลกอฮอล์สูงขึ้นบ้าง แต่ก็ต้องไปแอบต้มบนในเวลากลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ( เพราะถือว่าเป็นการต้มเหล้าเถื่อน )

พอมาถึงตรงนี้ขออธิบาย คำว่า “ กลั่น ” ( ต้ม ) กันงงกันสักนิดนะครับว่า แท้จริงแล้วก็คือ ……. การทำน้ำเมาที่ได้จากการหมักมาต้มให้ร้อน [ เพื่อให้แอลกอฮอล์แยกออกจากน้ำ ด้วยเพราะรู้ว่า  เอธิลแอลกอฮอล์ ( ETHYL ALCOHOL ) ในเหล้านั้นมีจุดเดือดประมาณ 78 .5 องศาเซลเซียส ในขณะที่น้ำมีจุดเดือดถึง 100 องศาเซลเซียส ]  จนไอของแอลกอฮอล์และสารอื่นๆระเหยออกมา จากนั้นจะถูกทำให้เย็นลง และควบแน่นกลับเป็นของเหลวอีกครั้ง

WATER OF LIFE

ซึ่งนั่นล่ะคือวิสกี้ดิบ ที่ฝรั่งยุคโบราณเขาเรียกกันว่า WATER OF LIFE นั่นแหละ ( คือวิสกี้ที่ยังไม่ได้ปรุงแต่ง รสชาติ   พูดง่ายๆ ….. พอต้มกลั่นจากเตาไฟก็หิ้วมาใส่ขวดขายกันได้เลย รสชาติจึงทั้งกระด้างและบาดคอ ) โดยน้ำเมาในครั้งนี้ จะมีดีกรีสูงขึ้นตามความต้องการของพวกเขากันล่ะ

และด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ทำให้พวกเขาทราบดีถึงความสำคัญของแหล่งน้ำ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่น ระยะเวลาสำหรับกลั่น , การเติมสมุนไพร ( ใช้สมุนไพรแท้ๆ ไม่เหมือนที่ใช้ผลิตเหล้ากันในบางโรงงาน ซึ่งแป้งมีระบบวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ) และ เครื่องเทศในลูกแป้ง ตลอดจน พันธุ์ข้าวเหนียวอันเป็นสูตรลับทางการค้าที่ใช้ในแต่ละครัวเรือน

ซึ่งจะส่งผลต่อ กลิ่น รสชาติ และ เนื้อสัมผัสสุรา ช่วยเติมความสุนทรีในการเสพย์แอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งยังเป็นตัวกำหนด คุณภาพ และ ราคา ที่ไม่เหมือนกัน และน่าทึ่งแบบสุดๆก็ตรง “ การวัดดีกรีแอลกอฮอล์ ” นี่แหละครับ คือเขาแยกหัวหมัก ( เข้มข้นมาก ) และหางหมัก ( เข้มข้นน้อย ) เพื่อให้สุราไม่มีกลิ่นเหม็น และปลอดภัยเพียงพอ แล้วเล่นเอาส่วนหัวโยนเข้ากองไฟกันเลยล่ะครับ คือถ้าติดเสียงดัง “ พรึบ ” ก็หมายความความว่าดีกรีแรงพอใช้ได้แล้ว จากนั้นจึงจะนำมาผสมกับส่วนหางให้เจือจาง [ การเลือกช่วงของอุณหภูมิมีผลต่อ   อัตราการเจริญของยีสต์ , ระยะเวลาของการหมัก   รวมทั้งปฏิกิริยาชีวเคมีของยีสต์   ตลอดจนองค์ประกอบทางเคมี และรสชาติของสุรา   ซึ่งยังไม่มีสูตรไหนตายตายตัว   แต่ว่าหากใช้อุณหภูมิในการกลั่นไม่เหมาะสม ( แบบคนไม่มีฝีมือ ) จะทำให้เหล้ากลั่นมีกลิ่นฉุน หรือมีรสบาดคอได้ครับ ] แล้วบรรจุขวดขายได้เลย

[ ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องมือการผลิตให้ทันสมัย ทำให้ลดขั้นตอนการทำงาน ช่วยให้มีดีกรีที่แม่นยำ ( โดยเฉพาะการวัดดีกรีของเหล้าหมักที่กลั่นออกมา ) ถูกสุขอนามัย โดยเฉพาะการคัดเลือกวัตถุดิบ   ]

ท้ายสุดเราคงเห็นได้แล้วว่า ในแต่ละครัวจะมีสูตร ( หมักข้าวเหนียวให้เป็นแอลกอฮอล์ โดยเสริมด้วยเครื่องเทศและสมุนไพรไทย ) การทำเหล้าที่ไม่เหมือนกัน [ ที่ขึ้นอยู่กับความชำนาญในสายงานที่ได้สัมผัสมาตั้งแต่เด็กด้วย , เด่นที่สุดน่าจะเป็น หมู่ 1 ( บ้านดอนชัย ) , 6 ( บ้านดอนแก้ว ) และ 9 ( บ้านดอนชัยสักทอง ) ] แม้ว่าจะใช้แหล่งน้ำเดียวกัน ( น้ำบาดาลที่เป็นน้ำใต้ดินจากภูเขาดงหล้ม ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว คาดว่าน่าจะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ทำให้ผลผลิตมีรสชาติดีกว่าแหล่งอื่น )

จึงอาจกล่าวได้ว่าภูมิปัญญาในการผลิต “สุรากลั่นพื้นบ้านของไทย” นั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ ที่พวกเราทุกคนจะลืมเสียมิได้

—————————————

วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์

กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์

Witoon Wongsawat

โดย: Witoon Wongsawat

อาจารย์วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์ : กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
สุรากลั่นพื้นบ้านไทย
ให้คะแนนบทความ