มองผ่านเลนส์พ่อ

มองผ่านเลนส์พ่อ

THROUGH THE LENS OF HIS MAJESTY

KING BHUMIBOL ADULYADEJ

สำหรับกล้องทรงงานจากในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้เวียนเข้ามาอยู่ในพระหัตถ์หลากหลายรุ่น บางตัวทรงซื้อด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และไม่ได้เจาะจงว่าต้องใช้กล้องใหม่อยู่เสมอไป เช่น

1.กล้อง CORNET MIDGET 

กล้องตัวแรกของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงมีกล้องถ่ายภาพเล็กๆ คู่พระหัตถ์ตั้งแต่พระชนมายุเพียง ๘ พระชันษา (ราวปี พ.ศ. ๒๔๗๙) โดยสมเด็จพระบรมราชชนนีได้พระราชทานกล้องถ่ายรูป CORNET MIDGET  สีเขียวปะดำ ของฝรั่งเศส ราคาเพียง ๒ ฟรังก์สวิส ( 70 บาท )  แก่พระองค์ เป็นของขวัญ ซึ่งถือเป็นกล้องตัวแรกสำหรับพระองค์เลยก็ว่าได้

ด้วยกล้องนี้ใช้ฟิล์มราคา ๒๕ เซนต์  โดยกล้องถ่ายรูปรุ่นนี้ มีขนาดเล็กมาก โดยยังมีคำโฆษณาว่าเล็กที่สุดในโลก ด้วยขนาดความสูงเพียงประมาณ 5 เซนติเมตร และน้ำหนัก 71 กรัม ใช้ฟิล์ม 16 มม. ถ่ายได้ 6 ภาพต่อหนึ่งม้วน

โดยมีความเร็วชัตเตอร์ความเร็วเดียวที่ 1/30 และค่ารูรับแสงที่ f/10 ส่วนการปรับความชัดของภาพนั้น ใช้การเคลื่อนกล้องเข้า – ออกจากวัตถุ โดยระยะที่สามารถถ่ายได้คือ 5 ฟุตถึงระยะอนันต์

2. กล้อง VEST POCKET AUTOGRAPHIC KODUC

เวลาถัดมาไม่นานพระองค์ก็ทรงได้รับพระราชทานกล้องอีกตัวหนึ่งนั่นก็คือ VEST POCKET AUTOGRAPHIC KODUC (KODAK VEST POCKET MONTREUX ) เป็นกล้องที่มีลักษณะคล้ายกล่องสี่เหลี่ยม สามารถยืดและพับลำกล้องเก็บได้  ในขณะนั้นที่ช่างภาพในสมัยนั้นโดยเฉพาะชาวต่างชาติ นิยมเรียกกล้องตัวนี้ตามลักษณะของมันว่า MINIBOX  สามารถถ่ายได้ 6 ภาพ ต่อฟิล์มหนึ่งม้วนเท่านั้น

3.กล้อง ELAX LUMIERE

ในปี พ.ศ. 2481 พระองค์ทรงมีกล้อง ELAX LUMIERE  ซึ่งผลิตในฝรั่งเศส อีกหนึ่งกล้อง ทรงใช้จนเชี่ยวชาญกับกล้องนี้เป็นอย่างดี เพราะเหมาะกับพระหัตถ์มาก

หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็น ELAX LUMIE’RE  อีกกล้องหนึ่ง ซึ่งในการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระอานันทมหิดลกลับเมืองไทย พระองค์ทรงใช้กล้อง ELAX LUMIE’RE  บันทึกภาพระหว่างตามเสด็จโดยตลอด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงสนพระทัยทางการถ่ายภาพเป็นอันมาก

4.กล้อง LINHOF

เข้าสู่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ผลิตกล้องยี่ห้อดีๆ ต่างก็ปรับปรุงคุณภาพเพื่อแข่งขันกัน LINHOF เป็นอีกยี่ห้อที่มาจากเยอรมัน แต่ทรงทดลองใช้ได้ไม่นาน เพราะกล้องมีลักษณะค่อนข้างใหญ่ ไม่ถนัดกับพระหัตถ์ของพระองค์ จึงไม่มีพระราชประสงค์ที่จะทรงใช้อีกต่อไป

5.กล้อง HASSELBLAD

สำหรับช่างภาพหลายๆคนคงรู้จักกับกล้องสัญชาติสวีเดนอย่าง HASSELBLAD เป็นอย่างดี กล้องตัวนี้เป็นแบบ SLR ( SINGLE LENS REFLEX   ) มีจุดเด่นตรงที่สามารถถอดเลนส์เปลี่ยนได้ และยังมีช่องสำหรับเลือกใส่ฟิล์มได้หลายชนิด หลายขนาด  จึงครองตลาดมาทุกยุคทุกสมัย

เป็นกล้องที่ ใช้ฟิล์มขนาด 3 นิ้ว หรือ เบอร์ 120 พระองค์ทรงทดลองใช้กล้องยี่ห้อนี้อยู่หลายปี จนกระทั่งเกิดแสงรั่วเข้าแมกกาซีน ช่างไทยสมัยนั้นไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องส่งกลับไปซ่อมที่บริษัทต่างประเทศ พระองค์จึงทรงเลิกใช้ไป

6.กล้อง LKOFLEX 

ต่อมาบริษัทผลิตเลนส์ชั้นนำของโลกอย่าง ZEISS IKON ได้ทำการผลิตกล้องเป็นของตัวเองบ้าง โดยมีชื่อรุ่นว่า LKOFLEX   ซึ่งเป็นกล้องสะท้อนภาพแบบเลนส์คู่ ( TWIN LENS REFLEX ) LENS  ZEISS OPTON TESSAR   1:3:5 F.75 mm. No.637288

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองใช้กล้องเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก จึงทรงใช้กล้องนี้อยู่นาน ทรงมีพระราชดำรัสว่าใช้ง่าย เลนส์ดี ได้ภาพสวยคมชัดดีมาก

7.กล้อง CONTAX IIl

สำหรับการถ่ายภาพในสมัยก่อนนั้น การวัดแสงเป็นไปได้ยากลำบากมาก เพราะว่าในตัวกล้องถ่ายรูปยังไม่มีความสามารถที่จะวัดแสงได้ในตัว

ภายในเวลาต่อมา บริษัท ZEISS IKON ผู้ผลิตเลนส์มีชื่อเสียงมากของเยอรมนี และผลิตเลนส์ให้กับกล้องชั้นดีต่างๆ มากมาย ได้ออกกล้อง CONTAX -S เป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว SLR ( SINGLE LENS REFLEX ) หลังจากนั้นปรับปรุงเป็นรุ่น CONTAX IIl (เป็นกล้องถ่ายรูปตัวแรกๆ ที่มีระบบวัดแสงอยู่ในตัวกล้อง)

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ในหลวงทรงใช้กล้อง CONTAX IIl คู่กับเลนส์  ZEISS  – OPTION  NO.821255 กับ ZEISS  – OPTION  No.885584 SONAR  1:2 f.50 MM . ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นที่พอพระราชหฤทัยมากเพราะตัวกล้องสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้และมีระบบวัดแสงอยู่ในตัวด้วย เมื่อเสด็จฯ ณ ที่ใด จะทรงใช้อยู่เป็นประจำ ปัจจุบันทรงพระราชทานไว้ที่สวนหลวง ร.9

8.กล้อง LEICA M

ในช่วงที่กล้อง CONTAX II กำลังเป็นที่นิยมของนักถ่ายภาพ บริษัท E.LEITZ WETZLAR  สัญชาติเยอรมนี ก็ได้ออกกล้อง LEICA เป็นระบบ M แบบใหม่ออกมา  และมีชื่อเสียงพอสมควร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกล้องรุ่นนี้ โดยเป็นกล้องมือสองและทดลองใช้อยู่ระยะหนึ่งเช่นกัน

9.กล้อง SUPER IKONTA

กล้อง SUPER IKONTA  ผลิตโดยบริษัท ZEISS IKON    เจ้าเดิม กล้องตัวนี้ใช้ฟิล์มเบอร์ 120 ได้ภาพขนาด 6×9 ซม. จำนวน 8 ภาพ หรือถ้าใช้ภาพขนาด 6 × 4.5 จะได้ภาพ 16 ภาพต่อฟิล์ม 1 ม้วน

พระองค์ทรงใช้กล้องตัวนี้อยู่ในระยะหนึ่ง แต่ด้วยข้อเสียที่ฟิล์มหมดม้วนเร็วเกินไป  จึงได้พระราชทานให้หัวหน้าช่างภาพประจำพระองค์ในสมัยนั้น นั่นก็คือ นายอาณัติ บุนนาค ได้ใช้ในงานราชการต่อไป

10.กล้อง ROBOT ROYAL NO.G

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น บริษัท ROBOT ก็ได้เปิดตัวกล้อง ROBOT ROYAL NO.G โดยกล้องรุ่นนี้ใช้ฟิล์มเบอร์ 135 อัตราส่วนของภาพเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตัวบอดี้กล้องมีลักษณะเล็กๆป้อมๆกะทัดรัด เหมาะพระหัตถ์และเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก

11. กล้องKIEV

เมื่อปี พ.ศ. 2496 ในงานฉลองรัฐธรรมนูญ วันที่ 11 ธันวาคม ที่สวนลุมพินี สถานทูตรัสเซียได้ร่วมทำการออกร้านจัดแสดงสินค้าต่างๆ ซึ่งมีสินค้าที่ผลิตในประเทศรัสเซียถูกนำมาจัดแสดงเป็นจำนวนมาก

หนึ่งในสินค้าเหล่านั้นคือกล้อง KIEV ด้วย เจ้าหน้าที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย กล้อง KIEV ซึ่งเป็นกล้องที่มีกลไกการทำงานคล้ายกับกล้อง ZEISS IKON  ขนาด ๖×๙ ซม. แต่มีราคาถูกกว่ามาก พระองค์ทรงรับกล้องที่ทูลเกล้าฯ ถวายและทรงใช้งานจนเข้าใจถึงหลักการทำงานทั้งหมดของกล้องตัวนี้

12.กล้อง CANON  – 7

ต่อมา (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2)  กล้องถ่ายภาพจากประเทศญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาท และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2514 พระองค์จึงทรงทดลองใช้กล้องสัญชาติญี่ปุ่นดูบ้าง โดยเลือกเป็น CANON  – 7 ซึ่งเป็นกล้องแบบ RANGEFINDER สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้

13.กล้อง CANON A-1

ต่อมาทรงเปลี่ยนกล้องเป็นรุ่น CANON A – 1 ซึ่งยังคงเป็นกล้องสัญชาติญี่ปุ่นเช่นเดิม แต่สำหรับ CANON A-1 นั้นเป็นกล้องชนิด SLR   (SINGGLE LENS REFLEX)  ระดับมืออาชีพที่มีการทำงานทั้ง 2 ระบบ ทั้ง MANUALและ AUTO  ที่สามารถถอดเลนส์เปลี่ยนได้ ซึ่งพระองค์ทรงใช้กล้องตัวนี้ถึง 2 รุ่นด้วยกัน นั่นก็คือ  CANON A1 /2097120 FD เลนส์ 50 mm. f1.4 และรุ่นที่สอง CANON A1 /2 LENS RMC TOKINA  ZOOM 35-105 mm. f 3.5 – 4.3

14.กล้อง CANON 35  AUTOFOCUS

กล้อง CANON 35 AUTOFOCUS   LENS F  = 38 mm เป็นกล้องที่มีระบบโฟกัสอัตโนมัติ  (AUTOFOCUS)  ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ซึ่งพระองค์ทรงใช้กล้องตัวนี้ไม่นาน   ทรงปรารภว่า ใช้ง่ายเกินไป และไม่ค่อยเหมาะกับพระหัตถ์มากนัก

15.กล้อง NIKON  F3

กล้องญี่ปุ่นที่ตีคู่มาก็คือ กล้อง NIKON รุ่น  F3 ของ  NIKON ถือเป็นกล้องระดับมืออาชีพที่ ได้รับความนิยมสูงมากในเวลานั้น เพราะรูปทรงที่ดูแปลกใหม่   นำสมัยใช้วัสดุแกร่ง แข็งแรง ตัวบอดี้ทำจากวัสดุโลหะอัลลอย  ใช้งานได้สมบุกสมบัน

พระองค์ทรงใช้กล้องรุ่นนี้คู่กับเลนส์มาตรฐาน และเลนส์ซูมขนาด 35 – 105 MM. อยู่เป็นประจำ เมื่อครั้งเสด็จรอบโลกก็ใช้กล้อง NIKON  F3 ตัวนี้บันทึกภาพ  ผลที่ออกมาเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก แต่ด้วยน้ำหนักที่มากเกิน  จึงพระราชทานให้เป็นสมบัติของช่างภาพส่วนพระองค์มาจนกระทั่งทุกวันนี้

16.กล้อง CANON EOS 650 และ EOS 620

ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะกล้องถ่ายภาพประเภท ทำงานด้วยอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เริ่มเข้ามามีบทบาท  ในวงการกล้องถ่ายรูปมากขึ้น พระองค์ท่านก็ได้ทดลองใช้กล้องที่เป็นระบบไฟฟ้าในตระกูล EOS เริ่มต้นจาก EOS 650 และต่อมาก็เป็น EOS 620

17.กล้อง MINOLTA   DYNAX  5000 I

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่ได้มีเพียง CANON  ค่ายเดียวเท่านั้น MINOLTA เองก็ได้ออกกล้องตัวใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครเช่นกัน MINOLTA DYNAX  5000 I ได้มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่เพิ่มความความสะดวกสบาย ให้กับผู้ใช้งานมากกว่าเดิม   และถ่ายภาพที่ได้ออกมาผลเที่ยงตรงตามต้องการ เพิ่มลูกเล่นในการถ่ายภาพด้วยระบบการ์ด (CREATIVE EXPANSION CARD SYSTEM) มีปรับเปลี่ยนได้หลายแบบ เช่น ถ่ายภาพกีฬา , ถ่ายภาพบุคคล

18.กล้อง MINOLTA WEATHER MATIC 35 DL

นอกเหนือจากกล้อง RANGEFINDER หรือ SLR ที่พระองค์ทรงใช้เพื่อศึกษาความก้าวหน้าของการถ่ายภาพแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   ก็ยังทรงใช้กล้องคอมแพ็คยี่ห้อต่างๆควบคู่ไปด้วย เช่น MINOLTA WEATHER MATIC 35 DL  ตัวนี้เป็นต้น

19.กล้องRICOH EF

พระองค์เคยจับฉลากของขวัญปีใหม่ได้เป็นกล้อง RICOH EF – 9D กล้องคอมแพ็คที่มีเลนส์ขนาด 35 mm. F 1:3.และพระองค์ได้พระราชทานเป็นของขวัญจับฉลากในปีต่อมาด้วย

20.กล้อง CANON EOS 30

และกล้องถ่ายภาพล่าสุดที่พระองค์ทรงใช้คือ  CANON  EOS 30  โดยพระองค์ทรงถ่ายรูปพสกนิกร เมื่อเสด็จกลับจาก รพ.ศิริราช ด้วยกล้องตัวนี้นั่นเอง

สำหรับพระปรีชาด้านการถ่ายภาพของพระองค์ท่าน ได้ขจรขจายไปทั่ววงการถ่ายภาพทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ. 2514 ทางสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเข็มทองศิลปะการถ่ายภาพแด่พระองค์ท่าน

นอกจากนี้ ราชสมาคมถ่ายภาพแห่งสหราชอาณาจักร (THE ROYAL PHOTOGRAPHIC  SOCIETY OF GREAT BRITAIN) ได้กราบบังคมทูลเชิญให้ดำรงตำแหน่งราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (HONORARY FELLOW) และสหพันธ์ศิลปะการถ่ายภาพนานาชาติ  (FEDIRATION  INTERNATIONAL DE l ’ART PHOTOGRAPHIQUE) ได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายเกียรติบัตรสูงสุด (HONORARY EXCELLENT FIAP)

รวมทั้งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต น้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “ อัครศิลปิน ” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ  เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 ด้วย

สำหรับพระจริยวัตรและการดำรงชีวิตที่เรียบง่าย  ยังเป็นต้นแบบของความประหยัดและความพอเพียง (เพื่อประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเองและครอบครัว) ตามแบบฉบับของพระองค์ท่าน  แม้แต่เครื่องเสวยยังทรงโปรดอย่างสามัญ

อย่างเช่น “ไข่พระอาทิตย์ ” (โปรดทำเสวยเองอยู่เป็นประจำเมื่อครั้งที่ประทับอยู่ต่างประเทศ)  ที่เพียงใช้แค่ไข่ไก่ , ซอสแมกกี้ และ ข้าวสวยซึ่งเป็นข้าวที่เหลือจากเสวยในมื้อก่อน (มาผสมให้เข้ากัน แล้วทอดในน้ำมัน)

และพริกกะเกลือ (อาหารโบราณ)  เพราะเป็นอาหารที่สะดวกต่อการพกพา ในการเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดาร

“พริกกะเกลือ” (“กะ” ถูกแล้วเป็นนะครับ ไม่ใช่ “กับ” ) เป็นอาหารประเภทเครื่องจิ้มยอดนิยมของชาวไทยและชาวมอญ  ที่ใช้คลุกข้าวรับประทาน (อย่าสับสนกับพริกเกลือที่ใช้จิ้มผลไม้ทั่วๆ ไปที่มี พริกป่น , น้ำตาลทราย และ เกลือ  นะครับ)   เป็นมะพร้าวขูดคั่ว (ใช้ไฟอ่อนๆคั่วจนสีเหลือง) กลิ่นหอมฟุ้ง..ใส่ครกตำจนแตกมันคลุกกับ ดอกเกลือ (หรือเกลือป่น)  น้ำตาลโตนด หรือน้ำตาลมะพร้าว ตำให้เข้ากัน

ซึ่งแบบดั้งเดิมนั้นจะใช้พริกด้วย โดยที่ “บางกอกน้อย” จะใช้ใช้ พริกขี้หนูแห้งคั่ว เป็นของแนม  ส่วนของ “สุโขทัย”  จะใส่พริกขี้หนูแห้ง คั่วโขลกลงไปด้วยให้มีรสเผ็ด ต่อมาภายหลังได้เพิ่ม มะพร้าว , งา , ถั่ว (เอาถั่วลิสงคั่วแล้วนำไปตำ) และตัดพริกออกไป (จนคนรุ่นหลังชักงง ตรงชื่อพริกกะเกลือ แต่กลายเป็นไม่มีพริกไป)

รสอร่อย..ที่หากินค่อนข้างยาก  ผู้เฒ่าผู้แก่สมัยก่อนมักนำ “ พริกกะเกลือ ” คลุกกับข้าวสวยปากหม้อร้อนๆ ป้อนลูกหลาน  ยามไม่สบายหรือเบื่ออาหารอยู่บ่อยๆ โดยแต่ละครัวเรือนในยุคก่อนเก่ามักตำใส่ขวดโหลไว้ให้พวกเราตักคลุกข้าวเสมอๆ..ทำให้เจริญอาหารนัก ความหอมของเครื่องเทศพอคลุกกับข้าวแล้ว จะช่วย เรียกน้ำย่อยและทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น และมักเอาไว้ติดตัวเวลาเดินทางรอนแรมไปไหนไกลๆ  โดยเฉพาะนายพรานทำเพื่อพกพาไปเป็นเสบียงเดินป่า เวลาเข้าป่าไปตัดไม้และล่าสัตว์  หรือสำหรับทหารเวลาที่ต้องออกรบทัพจับศึกกันเป็นแรมเดือน ด้วยว่าเป็นอาหารที่เก็บทน ไม่บูดเสียง่าย

ท้ายสุดซึ่งอดจะพูดถึงเสียไม่ได้ ก็คือภาพที่พระองค์ทอดพระเนตรลงมายังประชาชนที่เข้าเฝ้าฯ อยู่ด้านล่างของโรงพยาบาลศิริราช  แม้ขณะที่พระองค์ทรงพระประชวรอยู่

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า พระองค์ยังทรงห่วงใยพวกเรามากในทุกๆ เรื่อง  โดยเฉพาะทรงตระหนักดีว่าประชาชนต่างจงรักภักดี  และห่วงใยในพระสุขภาพพลานามัยของพระองค์มากเพียงใด     น้ำตาแห่งความตื้นตันกลั้นเอาไว้ไม่อยู่จริงๆครับ  ผมเชื่อว่าหลายคนคงเป็นเหมือนผม

วันนี้ “พ่อ” ได้เสด็จฯ สู่สวรรคาลัยแล้ว  พวกเราชาวไทยอย่าเพียงแต่โศกเศร้า  แต่จงร่วมมือกันสืบสานพระราชปณิธานด้วยการ “ ทำดีเพื่อพ่อ ”  ตลอดไปเถิดครับ  เพื่อที่เราจะได้มีกำลังกุศลพอที่จะได้ “ เกิดเป็นข้ารองพระบาทในทุกๆชาติ  ” จริง ๆ สมดังคำอธิษฐาน

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้มีโอกาสเกิดเป็นข้ารองพระบาทในชาตินี้

มองผ่านเลนส์พ่อ

ก่อนจากอยากขอเชิญชวนชมภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่หาชมได้ยาก ในนิทรรศการ (ดิน น้ำ ป่า ฟ้า 10 ส.ค. – 12 พ.ย. 2560) ที่ “ มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ” (จัดโดยสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ )  ซึ่งพวกเราไม่ควรพลาด

เพราะนอกจากจะได้ร่วมชื่นชมในพระอัจฉริยภาพแล้ว  ยังถือว่าเป็นการร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ ที่ทรงมีต่อประชาชนตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองสิริราชสมบัติ เพื่อเป็นการศึกษา สืบสาน  พระราชปณิธานของพระองค์    งานนิทรรศการดีๆ แบบนี้ควรหาโอกาสไปชมให้ได้สักครั้ง

พอมาถึงตรงนี้อยากถือโอกาสแจ้งให้ทราบว่า  ผู้ที่มีกระเป๋าที่มีขนาดเกิน A4  ติดตัวมา  ก่อนเข้าชมนิทรรศการ ต้องนำไปฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ ชั้น 5 ก่อน (มีกุญแจล็อคเกอร์บริการฟรีไว้ให้ แต่ถ้าตู้เต็มจะมีแบบหยอดเหรียญ 10 บาทไว้บริการด้วย) และอนุญาตให้ถ่ายภาพด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือเท่านั้นนะครับ

วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์

กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์

 

ขอขอบคุณรูปภาพจาก

www.bacc.or.th/event/EARTH–WATER–FOREST–AIR-The-Royal-Inspiration.html

www.manager.co.th/travel/viewnews.aspx?NewsID=9570000140301

www.oknation.nationtv.tv/blog/March/2011/12/26/entry-1

www.camera-wiki.org/wiki/

www.bhphotovideo.com/c/product/801221677-USE/canon_eos_620_35mm_slr.html

Witoon Wongsawat

โดย: Witoon Wongsawat

อาจารย์วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์ : กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
มองผ่านเลนส์พ่อ
ให้คะแนนบทความ