หอมหวาน ชื่นใจ…ซ่าหริ่มไทยโบราณ

หอมหวาน ชื่นใจ…ซ่าหริ่มไทยโบราณ

ย้อนไปถึงในวัยเด็ก หลายคนคงมีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ ความประทับใจต่างๆ หรืออะไรหลายๆ เรื่อง นึกย้อนไปแล้วก็มีความสุข อารมณ์ดีได้ตลอดวัน หากเราพูดถึงของโปรดที่กินมาตั้งแต่ครั้งวัยเด็กล่ะ?

เมนูโปรดของแต่ละคนย่อมต่างกัน มีทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ขนม ผลไม้ ล้วนแต่มีความอร่อย รสชาติแตกต่างกันออกไป อาหารและขนมในที่นี้ บางทีก็เป็นเมนูประจำของแต่ละครอบครัว แต่ละตระกูลที่รับประทานตั้งแต่วัยเยาว์ หรือ ได้เดินทางไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ แล้วเกิดความประทับใจในเมนูนั้น ตัวอย่างเช่น เดินทางไปตามงานวัดในเทศกาลต่างๆ มีขนม มีของกินขายอยู่เรียงรายตามทางเดิน เท่าที่นึกได้ จำพวกไข่นกกระทาทอดในเบ้าหลุมขนมครก ขนมลูกตุ้มทอดด้านในเป็นไส้กรอก ขนมฝักบัวสีเขียวอ่อนส่งกลิ่นหอม ข้าวโพดคั่วรสเค็มและรสหวาน ลูกอมผลไม้ต่างๆ

ขนมในความทรงจำ

หากไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด ของดีของเด่นแต่ละที่ก็มีความเอร็ดอร่อยไม่แพ้กัน เช่น จังหวัดนครสวรรค์มีขนมโมจิรสชาติต่างๆ ที่แสนอร่อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีขนมโรตีสายไหมแสนอร่อย จังหวัดเพชรบุรีขึ้นชื่อเรื่องขนมหวานจำพวกตระกูลทองและขนมหม้อแกง จังหวัดสิงห์บุรีมีชื่อเรื่องปลาช่อนแม่ลา เนื้อปลาดี รสชาติอร่อย จังหวัดสมุทรสงครามขึ้นชื่อเรื่องปลาทูลักษณะหน้างอคอหัก ทำปลาทูต้มเค็มได้อร่อยนัก เป็นต้น

ถ้าในวัยเด็กของใหม่ ใหม่ชื่นชอบทั้งของกินไม่ว่าจะเป็นทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ผลไม้ต่างๆ ที่มีรสอร่อย กลิ่นหอม และมีสีสวยอ่อนหวานกำลังดี มองแล้วช่างน่ากินยิ่งนัก  ในครั้งนี้ใหม่ขอเลือก ซ่าหริ่ม หนึ่งในขนมหวานที่ชอบและเป็นอีกหนึ่งขนมไทยโบราณที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะด้วยชื่อขนมที่แปลก สีสันที่น่ารับประทาน อีกทั้งกลิ่นหอมหวานชวนให้น่าลิ้มลอง ชื่อขนมชนิดนี้ปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวและหวาน บทพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒ ความว่า

ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ      แทรกใส่น้ำกะทิเจือ
วิตกอกแห้งเครือ         ได้เสพหริ่มพิมเสนโรย

ซ่าหริ่มโรยพิมเสน

หลายคนคงสงสัยถึงที่มาของขนมชนิดนี้ เนื่องจากขนมไทยที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ส่วนมากได้รับอิทธิพลมาจากโปรตุเกส จำพวกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองเอก เป็นต้น ล้วนเป็นขนมประเภทกวนแบบแห้ง มากกว่าขนมแบบเปียก หากเราย้อนดูถึงขนมซ่าหริ่มที่ปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้ เพิ่งเริ่มปรากฏในสมัยพระองค์ท่าน ช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ในช่วงนั้น ยังไม่มีการนำเข้าน้ำแข็งเพื่อให้ขนมนั้นเกิดความเย็นอย่างแน่นอน เพราะน้ำแข็งเพิ่งมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่เริ่มมีเข้ามาในประเทศไทยเพื่อบริโภค การทำ “ซ่าหริ่ม” เพื่อให้เกิดความเย็น รับประทานแล้วชื่นใจเกิดจากการใช้เกล็ดพิมเสน โรยแทนน้ำแข็งในยุคสมัยนั้นที่ยังไม่มีตู้เย็นให้เราได้ใช้ ดังปรากฏในช่วงกาพย์ที่ว่า “ได้เสพหริ่มพิมเสนโรย” เช่นเดียวกับข้าวแช่นั้นเอง ที่ต้องรับประทานในช่วงหน้าร้อน การรับประทานซ่าหริ่มนอกจากตัวแป้งที่สำคัญ น้ำกะทิผสมน้ำตาลย่อมต้องมีความหอม ละมุนละไมจากกลิ่นอบควันเทียนและกลิ่นหอมของดอกไม้ด้วย

ขนมเพื่อนบ้านที่คล้ายกัน

ซ่าหริ่ม” นี้เป็นคำยืมจากภาษาชวา ขนมในแถบเพื่อนบ้านของเรา มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ก็มีขนมที่ทำจากแป้ง และรับประทานกับน้ำกะทิคล้ายๆ กันนี้ เป็นขนมแป้งเหนียวใสคล้ายวุ้นเส้นผสมสี ตระกูล Rice Vermicelli ใส่น้ำเชื่อมและกะทิสด ไม่ได้ผสมกับน้ำตาลมะพร้าวแบบไทยและมอญ นักนิรุกติศาสตร์ชวากล่าวว่า Sa-Rim คำนี้เคยใช้ในอดีต เป็นคำยืมจากอินเดียใช้เรียกขนมวุ้นใส มีลักษณะเป็นเส้น ใส่กะทิ แต่ปัจจุบันชาวชวา-มลายูเรียกขนมชนิดนี้ว่า Dawet ดาเวต เรียกตัวแป้งวุ้นว่า เชนดอล Cendol (Chen-dul/Jendol)  จึงเข้าใจได้ว่าในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นรับเอาขนมซ่าหริ่มนี้มาจากชวา

สอดคล้องในเรื่องความสนพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ ๒ ที่มีต่อวรรณกรรมเรื่องอิเหนานั้นเอง หากแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าอาจมีซ่าหริ่มเข้ามาแล้วก็เป็นได้ เริ่มในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าท้ายสระ) เพราะในยุคของพระองค์มีนางข้าหลวงชาวมลายูผู้เป็นเชลยจากปัตตานีหลายนางเข้ามาถวายงานรับใช้ในราชสำนัก ภายใต้การกำกับดูแลของพระราชธิดาสองพระองค์ คือเจ้าฟ้ากุณฑลและเจ้าฟ้ามงกุฎ ขัตติยนารี พระราชธิดาทั้งสองพระองค์ โปรดในวัฒนธรรมชวามาก ถึงกับทรงพระนิพนธ์บทละครเรื่องดาหลังและอิเหนาให้พระราชบิดาทอดพระเนตรอยู่เนืองๆ  จึงเชื่อว่า “ซ่าหริ่ม” ขนมนำเข้าจากชวา เข้ามาสู่สยามตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายแล้ว

ขนมยุคใหม่

เห็นได้ว่าซ่าหริ่มขนมที่เราเห็นในยุคปัจจุบันนี้ มีที่มาอย่างน่าอัศจรรย์ เราเห็นแม่ค้าขายกันตามท้องตลอด หรือเจ้าดังๆ ที่ทำกันขาย แต่หารู้ไม่ว่า ขนมชนิดนี้ก็ไม่ใช่ของไทยแต่แรก หากเป็นความชื่นชอบและอิทธิพลที่คนไทยได้รับมา สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนช่างทำของคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี เพราะขนมแต่ละชนิดล้วนมีเสน่ห์ มีความประณีต วิจิตร บรรจงอยู่ในรูปลักษณ์ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบที่ใช้ วิธีการผสมผสาน ให้เข้ากับการกินของคนบ้านเรา ความพิถีพิถัน การทำสีสันที่ให้ความสวยงามน่ารับประทานและ มีกลิ่นหอม รวมถึงรสชาติของขนมที่ละเมียดละไมชวนให้รับประทาน ซ่าหริ่มจึงกลายเป็นขนมในวัยเด็กที่ใหม่ประทับใจไม่แพ้ขนมชนิดอื่นๆ เลย

ตามไปดูสูตรกันต่อที่ ซ่าหริ่ม

—————————————

words: chefmai (IG:chefmaikee / FC: chefmaikee-FC)
photographs: NinaGrapher

Chef Mai

โดย: Chef Mai

พีระโรจน์ ศิริปัญจนะ (เชฟใหม่) : เชฟที่เทหัวใจให้อาหารไทยแบบเต็มร้อย
หอมหวาน ชื่นใจ…ซ่าหริ่มไทยโบราณ
5 (1)