ฮอร์โมนสายใยแห่งรักและการสร้างเสริมศักยภาพทางจิตใจ

ฮอร์โมนสายใยแห่งรักและการสร้างเสริม

ศักยภาพทางจิตใจ

คงไม่มีใครปฏิเสธ …..สำหรับคนซึ่งถูกเรียกด้วยคำว่า  “แม่” (ผู้ที่ทั้งวัน  ต้องวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหาร  , ทำงานบ้าน  , ดูแลทุกข์สุขของสมาชิกในครอบครัว ไล่เรื่อยไปจนถึงการซักล้างทำความสะอาดให้กับลูกและเลี้ยงดูลูกน้อยให้เติบใหญ่  ให้มากพอที่พวกเขาจะจัดการกับกิจวัตรประจำวันและเรื่องยาก ๆ ในชีวิตในชีวิตตัวเองได้ รวมไปถึงการอบรมสั่งสอน ให้ลูกเป็นผู้ทำให้สกุลบริสุทธิ์ ก้าวเดินไปในวิถีทางที่ถูกต้อง  เพื่อให้มีคุณค่าต่อสังคม เพื่อท้ายสุดอยากเห็นลูกรวยความสุขและมีสุขภาพที่ดี )

จึงจะเห็นได้ว่าการเป็น “แม่ ”  นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและนี่ก็ยังไม่นับรวมการทำมาหากิน  ซึ่งแม่สมัยนี้ส่วนใหญ่แล้วถูกรวมหน้าที่นี้เข้าไปด้วย

สิ่งที่ต้องการทำตั้งแต่ต้น คือการถักทอสร้าง  “สายใยรักแห่งแม่”  (บางครั้งถูกเรียกว่าเป็น LOVE DRUG) ให้แนบแน่นในทุกเวลาและนาที ซึ่งแม่ทุกคนถ้าปฏิบัติได้ก็อยากจะวิ่งเข้าจุด START ด้วยการส่ง ความรัก ความผูกพัน และ ความเป็น  “ผู้ให้” (MOTHERHOOD) กันตั้งแต่ “ลูกน้อย” อยู่ในครรภ์กันเลยทีเดียว

จนดูจะคล้ายเป็นหน้าที่แรกของความเป็น “แม่”  (PARENTAL DUTIES) ตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง ไล่เรื่อยต่อมาจนลูกได้ลืมตาดูโลก ตราบจนกระทั่งถึงวันที่แม่ต้องหมดเรี่ยวแรงลงไป   โดยไม่มีคำว่า ลา หรือหยุดพักได้แม้สักลมหายใจ

ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่ออยากสื่อสารให้ลูกได้ประจักษ์ ถึงความรักอันเปี่ยมล้นจากแม่ มีอะไรที่มากหรือเนื้อไปกว่าคำว่า  “ความรัก”   อีกไหมครับ

ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่า “ลูกน้อย”  ก็สามารถจับสัญญาณความผูกพันนั้น และสามารถอธิบายในเชิงการแพทย์ได้ด้วยเหมือนกันครับ

โดยพวกหมอและนักวิทยาศาสตร์  เขาทราบกันมาสักระยะหนึ่งแล้วล่ะครับว่าลูกน้อยจะรับรู้ “สัญชาตญาณความรักความผูกพัน” จากแม่ ด้วยฮอร์โมนที่มีชื่อว่า “ อ๊อกซิโตซิน ” (OXYTOCIN) อันเป็นสารเคมีที่สร้างความผูกพันระหว่างแม่กับลูกน้อย จะหลั่งออกมามากที่สุดขณะคลอดลูก  (โดยเฉพาะคลอดแบบธรรมชาติ จะยิ่งทำให้ OXYTOCIN หลั่งออกมามากขึ้น)  รวมทั้งเมื่อมีการสัมผัสกัน เช่น การโอบกอด (CUDDIE HORMONE) โดยเฉพาะระหว่างแม่ให้น้ำนมลูก  แต่ในกรณีของแม่ซึ่งถูกเรียกขาน เพียงเพราะเป็นผู้ที่ให้กำเนิดท่านั้น ฮอร์โมนตัวนี้กลับหลั่งออกมาไม่สมบูรณ์อย่างเท่าที่ควรจะเป็น

สำหรับฮอร์โมน อ๊อกซิโตซิน   (OXYTOCIN)   ตัวนี้ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวพันไปกับอวัยวะ โดยเฉพาะในสามส่วนหลักตามนี้ครับ

1.ไฮโปธาลามัส (HYPOTHALAMUS) อยู่ด้านล่างของสมองส่วนหน้า  ซึ่งยื่นมาติดต่อกับต่อมใต้สมอง ก็ตัวนี้แหละทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนประสาทหลายชนิด โดยเป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ส่งผลต่อการนอนหลับ  , การเต้นของหัวใจ  ,  ความดันเลือด , ความหิวและความอิ่ม นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ควบคุมอารมณ์ และความรู้สึกต่างๆ เช่น  โศกเศร้า และ ดีใจ อีกด้วยครับ

2.ต่อมพิธูอิตารี (PITUITARY GLAN)  มีส่วนสร้างฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกายและกระดูก

3.ต่อมหมวกไต ที่เรียกว่า HYPOTHALAMIC PITUITARY ADRENALAXIS ทำหน้าที่ผลิตอะดรีนาลิน (อดรีนาลีนจะหลั่งออกมาขณะที่ โกรธ  , ตกใจ  , หรือมีการตื่นเต้น อย่างรุนแรง)  ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของโลหิตและการหดตัวของเลือด

อ๊อกซิโตซินนี้ จะมีประโยชน์ต่อความเป็น “ แม่” และการเลี้ยงดูลูกนับอนันต์  ซึ่งเริ่มกันตั้งแต่ในขณะคลอดลูก สารตัวนี้จะหลั่งออกมากระตุ้นให้มดลูกบีบตัว ช่วยให้แม่มีแรงเบ่งคลอด รวมทั้งต่อมาในขณะให้นมลูก สารตัวนี้จะออกฤทธิ์ที่ต่อมน้ำนม ( MAMMARY GLANDS)  เพื่อกระตุ้นให้แม่หลั่งน้ำนม (MILK EJECTION) ให้เพียงพอต่อการให้นมลูกอีกด้วย

และเพื่อสนับสนุนความเป็นจริงในเรื่องนี้  รวมทั้งให้เกิดความน่าเชื่อถือเพิ่มเข้าไปอีก ก็เลยอยากเอาผลงานการวิจัย ตลอดจนวารสารต่างๆที่เคยลงตีพิมพ์มาโชว์ให้พวกเราดูกันด้วยครับ  อย่างเช่น

-ไซแอนทิฟิกอเมริกัน (SCIENTIFIC AMERICAN NEWSPAPER)

โดย อีลีบัช (ALFRED DLYBEAH) ผู้เป็นบรรณาธิการระบุว่า มีงานวิจัยที่เผยให้เห็นว่า “ฮอร์โมนอ๊อกซิโตซิน” เป็นตัวการสำคัญในการสร้าง “สายใยแห่งรัก” หลายคนถึงขนานนามกันว่า “ฮอร์โมนแห่งความรัก”  หรือ  “LOVE HORMONE”  ไงครับ

โดยร่างกายมีการหลั่งสารเคมีออกมาถึง 3 ชนิด ด้วยกันคือ  โดพามีน  (DOPAMINE ,   ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท ทำให้เราเกิดความรู้สึกพอใจ หรือมีความสุข  ,  นอร์เอทิเนฟรีน (NOREPINEPHRINE  ,  มีบทบาทในการทำให้ตื่นตัว)  และ อ๊อกซิโตซิน  (OXYTOCIN ทำให้เกิดความรู้สึกรักและผูกพัน)

วารสาร JOURNAL NATURE

มีการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ใน วารสาร NATURE   ปี ค.ศ. 2005 โดยนักวิจัยที่  UNIVERSITY OF ZURICHพบว่า อ๊อกซิโตซิน  (OXYTOCIN)  สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ จึงได้ชื่อว่าเป็นฮอร์โมนแห่งความเชื่อใจ หรือที่เรียกกันว่า TRUST HORMON ด้วย นอกจากนี้ วารสารนี้ยังตีพิมพ์เรื่อง   อ๊อกซิโตซิน  (OXYTOCIN) นั้น  ส่งผลทำให้มีความสัมพันธ์และความยืนยาวของชีวิตคู่ด้วยครับ

– วารสาร NEUROSCIENCE

ซึ่งจากรายงานในวารสาร NEUROSCIENCE   ก็ให้ความจริงในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ศาสตราจารย์ รูธ เฟล์ดแมน    (RUTH FELDMAN)

ศาสตราจารย์  รูธ เฟล์ดแมน  (RUTH FELDMAN)  ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาจาก มหาวิทยาลัยบาร์ –  อิลาน  (BAR  –  ILALN UNIVERSITY) ในอิสราเอล ได้ใช้เวลาอยู่หลายปีเพื่อศึกษาบทบาทของ  อ๊อกซิโตซิน  (OXYTOCIN)  ใน “ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก” ซึ่งเธอและคณะวิจัยได้ตีพิมพ์ผลการค้นพบในทำนอง “ สายใยรักและความผูกพัน” ครั้งนี้ลงใน วารสารวิชาการ  PSYCHONEUROENDOCRINOLOGY

MONIKA ECKSTEIN

สำหรับ  MONIKA ECKSTEIN และคณะผู้วิจัย ก็พบเพิ่มเติมไปอีกด้วยว่า  อ๊อกซิโตซิน  (OXYTOCIN)  คล้ายยังจะช่วยเป็นภูมิคุ้มกันให้กับ “สายใยรักและความผูกพัน” โดยช่วยบรรเทาความวิตกกังวลและลดความกลัว  ( PAVLOVIAN CONDITIONED) ทำให้มีสติและคุมอารมณ์ตัวเอง ในการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าต่างๆ ที่อาจเกิดกับลูกน้อยได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

โดย อ๊อกซิโตซิน  (OXYTOCIN)  จะไปออกฤทธิ์ตรงสมองส่วน AMYGDALA ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความหวาดระแวง รวมทั้งทำหน้าที่กระตุ้น ให้ร่างกายพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ในการปกป้องตนเองจากสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตรายได้

IVAN PAVLOV

นักสรีรวิทยาชาวรัสเซียก็ออกโรงมาสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย

-ฮาสเซ วาลุม (HASSE WALUM , MD , PHD)

รวมทั้ง  ฮาสเซ (HASSE WALUM) วาลุม จาก มหาวิทยาลัยคาโรลินสกี ในสตอกโฮล์ม สวีเดน ก็มีงานวิจัยที่เห็นพ้องกับเรื่องนี้เหมือนกัน

แต่กับคำถามเกี่ยวกับการเสริมฮอร์โมน อ๊อกซิโตซิน แทนที่จะหวังจากระดับฮอร์โมนตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว   ตรงนี้สิครับน่าสนใจ ซึ่งก็ยังมี

-ศาสตราจารย์ บีเต ดิทเซน (PROFESSOR DR.BEATE DITZEN)

ศาสตราจารย์ บีเต ดิทเซน นักวิจัยและนักแก้ปัญหาชีวิตคู่จาก  มหาวิทยาลัยซูริค  (UNIVERSITY OF ZURICH) สวิตเซอร์แลนด์  ได้ทดลองฉีดสเปรย์ที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนอ๊อกซิโตซินใส่จมูก ของคู่ทดสอบซึ่งมีอารมณ์เครียด (EMOTION STRESS)

พบว่าคู่ที่ได้รับฮอร์โมน  อ๊อกซิโตซิน นั้นความเครียดกลับ เกิดการเอาใจใส่ (EMPATHY) ปนความไว้เนื้อเชื่อใจ และห่วงใย  (SOCIAL ANXIETY) ทำให้สื่อสารกันดีขึ้น จนถึงกับช่วยกันแก้ปมความหมกมุ่นที่คิดไม่ตก  (PREOCCUPATION) ได้อย่างน่าประหลาดใจ

ซึ่งในทำนองเดียวกันทำให้เชื่อว่าฮอร์โมน อ๊อกซิโตซิน  (OXYTOCIN)   ก็สามารถช่วยลดอารมณ์ “แม่” ที่เกิดอารมณ์ว้าวุ่นในระหว่างเลี้ยงลูกน้อยได้ด้วยเช่นกัน รวมไปถึงความเครียดที่เกิดจากการออกกำลังกายอย่างหนัก และพักผ่อนไม่เพียงพอ   หรืออารมณ์เสียจากกิจกรรมต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับเรื่องงานด้วย

โดยเฉพาะยามเมื่อหนูน้อย  ซน , ก้าวร้าว ,   ดื้อ และพูดอะไรก็ไม่เชื่อฟัง จนอ่อนอกอ่อนใจ  ทำให้ไปมีอารมณ์หงุดหงิดใส่ลูกน้อยอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

สำหรับ ยาออกซิโทซิน  (OXYTOCIN)    ในหลายประเทศ เขามีการวางขายแบบสเปรย์ในร้านขายยาส่วน เท่าที่จำหน่ายในประเทศไทยเป็นยาฉีดขนาด 10 ยูนิต / มิลลิ ลิตรครับ (แต่เข้าใจว่าน่าจะต้องได้รับคำสั่งจากแพทย์เท่านั้น)

จากคุณประโยชน์อันแสนวิเศษจากฮอร์โมนตัวนี้    ผมเชื่อว่าบางคนอาจถึงกับเผลอแอบคิด   ว่าน่าจะใช้ ฮอร์โมนตัวเดียวกันนี้ขนใส่เครื่องพิเศษขนาดยักษ์   แล้วมาเอาพ่นให้ทั่วบ้านเต็มเมืองก็คงน่าจะดี   เผื่อปัญหาความแตกแยกทางความคิดจะลดลงได้บ้าง

แต่ทั้งหมดนี้ต้องอย่าลืมว่าการแก้ปัญหาด้วยสารเคมีนั้น  ท้ายสุดมันเป็นเพียงการแก้ตรงปลายเหตุแค่นั้นเอง    ซึ่งความจริงแล้วควรตระหนักถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะจากการใช้ “OXYTOCIN  NASAL SPRAY” เพราะการใช้ยาทุกชนิดต้องทำตามข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยา  รวมทั้งต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วย

PAUL J. ZAK , PHD.

โดย PAUL J. ZAK  , PHD. เป็นคนหนึ่งล่ะครับ ที่ได้นำเสนอวิธีง่ายๆในการเพิ่มระดับของ อ๊อกซิโตซินในร่างกายโดยไม่พึ่งสารเคมี ลงใน หนังสือ THE MORAL MOLECULE

ที่ให้ความเห็นเอาไว้ว่า การเพิ่มความสุขในชีวิต สามารถสร้างได้ด้วยการกอดกันให้มากขึ้น การจับมือกันให้มากขึ้น ไปจนถึง การร้องคาราโอเกะ , การเต้นรำ รวมทั้ง  การสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ด้วย การพูดจากันด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวาน เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการขับสาร ENDORPHINS  (สารแห่งความสุข  ซึ่งจะหลั่งออกมาในขณะที่เรามีความสุขสนุกสนาน ยิ่งโดยเฉพาะในขณะกระทำความดี หรือขณะที่มีสมาธิลึก ๆ จึงอาจจัดได้ว่าเป็นฮอร์โมนอันเกิดจากกุศลจิต)

ซึ่งท้ายสุด PAUL J. ZAK  ก็ยังตอกย้ำความเป็นจริงในแง่ของ ฮอร์โมน  อ๊อกซิโตซิน ต่อไปอีกว่า ยังไงซะก็ดีต่อสตรีที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดด้วยอย่างแน่นอน

สำหรับวิธีสังเคราะห์ อ๊อกซิโตซิน  (OXYTOCIN)   ในตัวเราของเรา  โดยเฉพาะผู้เตรียมจะทำหน้าที่เป็น “แม่ ” อาจเริ่มต้นง่ายๆด้วยการส่งเสริมความผูกพันกับลูกน้อย ด้วยจิตสัมพันธ์ อย่างเช่นการสร้างสันทนาการ (เพื่อให้มีบรรยากาศสนุกสนานกับการมีส่วนร่วม) รวมถึงการแสดงความรักด้วยการใช้วลีง่ายๆ พร้อมทั้งรอยยิ้มและการโอบกอด ที่ก่อให้เกิดความอบอุ่น

สำคัญสุดๆของการเป็นแม่ที่ดีคือ ……  ต้องมี “  ความคิดในเชิงบวก ” หรือมองโลกในแง่ที่ดี  (OPTIMISM )  เพื่อทำให้ระบบ ต่อมไร้ท่อ  หลั่งสาร “  แห่งความสุข  ”  ออกมาให้ได้

ซึ่งยิ่งถ้าใครปลีกเวลาเลยไปปฏิบัติได้ถึงการ “นั่งสมาธิ” (ปฏิบัติด้วยความตั้งมั่น   เพ่งความสนใจหรือรับรู้อย่างตั้งใจ แบบจดจ่อและแน่วแน่ ไปยังสิ่งใดสิ่งหนึ่งในช่วงสั้นๆ) ด้วยแล้วล่ะก็ …..   ยิ่งสุดยอด !!!!!! เข้าไปใหญ่เลยครับ  เพราะจะทำให้  อ๊อกซิโตซิน หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาเอง (ตามกลไกธรรมชาติ)โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีเลยด้วยซ้ำไป

อีกทั้ง “สติ” จะมา “ปัญญา”  ก็มี “ความจำ” ดีพลอยตามมาด้วย ทำให้สามารถรอบคอบในการรับมือกับลูกน้อยของตัวเอง (ทำให้ใจอยู่นิ่งท่ามกลางความสับสน) ด้วยจิตอันผ่องใส (ลดความวิตกกังวล)  อ่อนโยน เพิ่มความอดทนอดกลั้นได้มากขึ้น

ที่เรื่องนี้บรรดานักวิจัยเกี่ยวกับ “สมาธิ กับ วิทยาศาสตร์การแพทย์ ” ยังพบอีกด้วยว่าการนั่งสมาธิ (การทำสมาธิที่นำถูกมาใช้บ่อยๆมี 2 แบบ คือ การท่องหรือบริกรรมคำหรือวลีหนึ่งแบบซ้ำๆ และ การเฝ้าติดตามดูความคิด อารมณ์ ความรู้สึก หรือการรับรู้ ในช่วงเวลาหนึ่งอย่างมีสติ) ยังช่วยทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้มากขึ้น ส่งผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นได้อย่างน่าประหลาดใจอีกด้วย  อย่างเช่น

ดร.เฮอร์เบิร์ต เบนสัน (HERBERT BENSON)

ดร.เฮอร์เบิร์ต เบนสัน (HERBERT BENSON M.D. ,)  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางอายุรศาสตร์แห่งโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  (HARVARD UNIVERSITY)     ผู้บุกเบิกและเป็นจัดตั้งสถาบันเวชศาสตร์ทางกายและจิต (MIND BODY MEDICAL  INSTITUTE) และเป็นผู้ที่ทำให้แพทย์แห่ง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงนั่งสมาธิกันมาหลายพันปีแล้ว

เพราะผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์จากการแสกนคลื่นสมอง (ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “  อิเล็กโทรเอนเซฟาโลแกรมส์  ”)   แล้วพบว่าหลังจากการ “ นั่งสมาธิ ” จะเกิดภาวะ ผ่อนคลาย (RELAXATION ) หรือลด การตื่นตัว (HYPOAROUSAL)  สามารถควบคุมอารมณ์และความจำได้ดีขึ้น  ส่งผลทำให้สมองไม่ตรึงเครียด (RALAXATION RESPONSE)

 คลื่นสมองของเราจะอยู่ในรูปของความถี่แบบผสมจะมีอยู่ ๔ คลื่นด้วยกัน  คือ

  • คลื่นเบต้า [BETA WAVE , เป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นในสภาวะปกติทั่วไป ถ้าสมองมีเรื่องต้องคิดวุ่นวายมาก เส้นกราฟจะขยุกขยิกมากตามไปด้วย ภาวะเช่นนี้จะรู้สึกหงุดหงิด กระสับกระส่าย ประสิทธิภาพในการคิดตัดสินใจไม่ดี (คลื่นสมองยิ่งสูง จะทำให้เกิดอารมณ์ด้านลบได้มากเท่านั้น) คนที่ไม่ฝึกสมาธิ จะมีคลื่นสมองเบต้า (BETA WAVE) มากกว่าคนที่ฝึกสมาธิ ]  , 
  • คลื่นอัลฟา (ALPHA WAVE , เป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นในสภาวะของคนที่มีจิตใจสงบ เยือกเย็น พร้อมทีจะทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ )
  • คลื่นธีต้า [  THETA WAVE , เป็นคลื่นสมองชนิดหนึ่งซึ่งจะปรากฏตัวขึ้นมาเพียงช่วงเวลาสั้นๆ  เป็นแวบสุดท้าย อยู่ในลักษณะครึ่งหลับครึ่งตื่น (ก่อนหลับ)]
  • คลื่นเดลต้า (DELTA WAVE , เป็นคลื่นที่เกิดขึ้น ในสภาวะของคนนอนหลับ

ซึ่ง ดร.เฮอร์เบิร์ต เบนสัน ได้นำเอาผลงานวิจัยมาตีพิมพ์ไว้ในหนังสือ  12 เล่มเช่น

-BEYOND THE RALAXATION RESPONSE

-TIMELESS HEALING

-THE WELLNESS BOOK

-RELAXATION REVOLUTION

นอกจากนี้ยังมีวารสารและนักวิจัย  ที่ค้นหาและศึกษาจนพบความจริงในทำนองเดียวกัน อย่าง ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากการตีพิมพ์ในทางวิชาการ เช่น

-AMERICAN JOURNAL OF THEOLOGY & PHILOSOPHY

-INTERNATIONAL JOURNAL OF NEUROSCIENCE

-PHYCHOSOMATIC MEDICINE

-ASIAN AMERICAN JOURNAL OF PSYCHOLOGY

-INDIA JOURNAL OF MEDICAL RESEARCH

-TIME MAGAZINE

ดอกเตอร์อลัน วอลเลซ (ALAN WALLACE) 

ดอกเตอร์อลัน วอลเลซ  (DR.ALAN WALLACE) หัวหน้าศูนย์วิจัยจิตและสมอง ยู.ซี เดวิส  (UC DAVIS CENTER FOR MIND AND BRAIN)  เมืองแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริการ่วมกับกับ พุทธศาสนิกชน ทำการวิจัยเพิ่มเติม ซึ่งผลที่ได้ก็เป็นการสนับสนุนความจริงในข้อนี้ด้วยเช่นกัน แล้วตีพิมพ์ลงในหนังสือ GENUINE HAPPINESS : MEDITION AS THE PATH TO FULFILLMENT

-ศาสตราจารย์ บี.เค.อนันต์  (B. K. ANAN)

ศาสตราจารย์ บี.เค.อนันต์ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ออล อินเดีย (PROFESSOR  B. K. ANAN OF THE  ALL INDIA INSTITUTE  OF MEDICAL  SCIENCES) ก็ค้นพบมหัศจรรย์จากการนั่งสมาธิด้วยเช่นกัน  รวมทั้ง

ศาสตราจารย์ แอนดรู นิวเบิร์ก (PROFESSOR ANDREW NEWBERG)

แอนดรู นิวเบิร์ก (PROFESSOR ANDREW NEWBERG)  นักประสาทวิทยาคนหนึ่งชื่อ จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย  และ

-ไมเคิล พอสเนอร์  (MICHAEL POSNER)

ไมเคิล พอสเนอร์ (  MICHAEL POSNER  ) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมาธิ ที่  มหาวิทยาลัยออเรกอน  (UNIVERSITY OF OREGON)  ก็ค้นพบแล้วตีพิมพ์ลงใน NATIONAL ACADEMY OF SCIENCE

และยังให้ความเห็นต่อไปอีกด้วยว่า  คนเราไม่จำเป็นต้องทำสมาธิกันเป็นแรมเดือน หรือต่อเนื่องกันนานปี ถึงจะได้ผลอะไรต่อมิอะไร อย่างเช่นการคลายความเครียด เพราะประโยชน์เหล่านั้น  เพียง 1 สัปดาห์เท่านั้นเองก็น่าจะเห็นผลการจากการ พัฒนาสมาธิ แล้ว

-ศาสตราจารย์ชาร์ด เดวิดสัน (PROFESSOR  RICHARD DAVIDSON )

สำหรับศาสตราจารย์ผู้นี้สนใจและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอารมณ์ต่อระบบประสาทและได้ทำการศึกษาคลื่นสมองทำให้ได้ทราบว่า สมองคนเราสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ตลอดเวลา ด้วยการทำสมาธิและวิปัสสนา ซึ่งจะแก้ไขอารมณ์ด้านลบได้

โดยการพัฒนาสมองส่วนที่เกี่ยวกับการรับอารมณ์  และวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงสมองคือ การเจริญสติให้อยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการป้องกันโรคจิต โรคประสาท ทำให้มีสุขภาพจิตดี

ศจ.เดวิดสัน ทำสมาธิภาวนาอยู่เป็นประจำทุกวัน เขาสนใจพุทธศาสนาตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่ 2 และได้มีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้เกี่ยวกับการฝึกสมาธิในอินเดีย และได้เป็นกรรมการสถาบัน MIND AND LIFE INSTITUTE ในปี 1991เป็นต้นมา

ปัจจุบัน ศจ.เดวิดสัน เป็นนักวิจัยทางระบบประสาทที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก มีงานวิจัยอันโดดเด่น ซึ่งทำให้วิชาวิทยาศาสตร์ทางสมองพัฒนาขึ้นมากในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

พระ ดร.แมทธิว ริคาร์ด (MATTHIEU RICARD)

พระ ดร.แมทธิว ริคาร์ด (MATTHIEU RICARD , เป็นชาวตะวันตกที่บวชเป็นพระทิเบต ในสำนักขององค์ทะไล ลามะ จบปริญญาเอกทางด้านโมเลกุลพันธุศาสตร์ สถาบันปาสเตอร์ กรุงปารีส ในปี 1972)  ได้ร่วมงานวิจัยทดลองเฉพาะผลของการฝึกสมาธิต่อสมอง กับ ศจ.เดวิดสัน ด้วยเช่นกัน

จึงเอาเป็นว่าถ้าคนเป็น “แม่” อยากทำให้หน้าที่ของตนเองนั้นให้สมบูรณ์   การ “นั่งสมาธิ ” น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งในการเตรียมตัวเป็นคุณแม่มือใหม่ที่กำลังจะเลี้ยงลูกน้อย ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและการเลือกทานอาหาร ซึ่งคงต้องขอไปพูดกันในงวดหน้าที่จะเลยไปคุยกันถึงอาหารบำรุงครรภ์ และอาหารอันเหมาะสมในแต่ละช่วงวัยของชีวิตไปจนถึงอาหารเสริม  ไล่เรื่อยไปถึงการเลี้ยงดูด้วยวิธีบวก (POITIVE PARENTING)  ในแบบวิถีพุทธ เพื่อให้ลูกคิดเป็น ฉลาดและมีความสามารถในการดำเนินชีวิต  รวมทั้งประสพความสำเร็จ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีด้วย ……   แล้วเจอกันนะครับ

วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์

กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์

E-MAIL : witoon.wong @gmail.com

 

 

 

 

 

 

 

     

 

โดย: Foodstylist Channel

ฮอร์โมนสายใยแห่งรักและการสร้างเสริมศักยภาพทางจิตใจ
ให้คะแนนบทความ