“มัศกอด” ขนมอบสไตล์ไทยร่วมสมัย

“มัศกอด” ขนมอบสไตล์ไทยร่วมสมัย

_mg_6219-e

จากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่างชาติในสมัยก่อนของประเทศไทย วัฒนธรรมการกินเป็นอีกบทบาทหลักที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวัน มีการปรับประเภทอาหารให้เข้ากับบ้านเรา เครื่องมือเครื่องใช้ที่เหมาะกับคนไทยหรือแม้แต่ขนมหวาน อีกหนึ่งอย่างที่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติมาหลายประเภท เช่นขนมตระกูลทองต่างๆ อย่างทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองเอก ฯลฯ ขนมประเภทการอบ เช่น ขนมไข่ ขนมโสมนัส ขนมเห็ดโคน เป็นต้น

thai-dessert

ที่เรานึกว่าเป็นขนมไทยแท้จริงไปเสียแล้ว จริงๆ ขนมไทยดั้งเดิมว่ากันว่ามีส่วนประกอบจากแป้ง (ข้าว) กะทิ (มะพร้าว) และน้ำตาล (จากมะพร้าว ต้นตาล อ้อย) นอกนั้นได้รับอิทธิพลมาจากต่างชาติทั้งสิ้น ขนมตระกูลทอง คือการใช้ไข่ เป็นส่วนประกอบหลัก ได้รับอิทธิพลมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เจริญสัมพันธไมตรีกับโปรตุเกส มีคุณท้าวทองกีบม้า (ตำแหน่งที่ได้รับในการดูแลต้นเครื่อง) หรือชื่อเดิม ตอง มารี กีมาร์ นางเป็นภรรยาของขุนนาง ที่เชี่ยวชาญในด้านการทำขนม นำเอาขนมต่างชาติมาผสมผสานให้ออกมาได้เข้ากับรสชาติและความละเมียดละไมของคนไทย ทำให้งดงาม มีรูปลักษณ์ที่เฉพาะเจาะจงสมเป็นเครื่องหวานชาววัง

นอกจากนี้ ยังมีขนมที่ใช้ความร้อนในการทำให้สุก ประเภทอบ ใช้การขึ้นฟูของไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมโสมนัส ใช้ไข่ขาวตีแบบเมอแรงค์ ผสมกับมะพร้าวขูดของไทย อบให้หอมอร่อย ขนมไข่และขนมฝรั่งกุฎีจีนใช้แป้งสาลีและไข่ ตีเคล้ากับน้ำตาลทราย อบให้ขึ้นฟู ลักษณะไม่ใหญ่มาก รับประทานกับเครื่องดื่มชาหรือกาแฟ ซึ่งครั้งนี้ใหม่เลือกทำ “ขนมมัศกอด” ขนมอบที่มีส่วนผสมหลักๆ จากไข่ แป้งสาลี และน้ำตาล สามารถทำขนมชนิดนี้ออกมาได้อย่างเหลือเชื่อ ตามบทประพันธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย(รัชกาลที่2) บทหนึ่งได้กล่าวถึงขนมชนิดนี้ไว้ว่า

มัศกอดกอดอย่างไร     น่าสงสัยใคร่ขอถาม
กอดเคล้นจะเห็นความ    ขนมนามนี้ยังแคลง

จากข้อมูลในเรื่องของขนมมัศกอด ในบทความ “สำรับแขกคลองบางหลวง” โดย ธีรนันท์ ช่วงพิชิต นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๑๙๔ เดือน เมษายน ๒๕๔๔ กล่าวว่า มัศกอด” ก็คือ “ฮะหรั่ว” ชนิดหนึ่ง ฮะหรั่ว คือขนมกวนทุกๆ ชนิดของชาวเปอร์เชีย ลักษณะคล้ายแยมของฝรั่ง ซึ่งเป็นต้นตำรับขนมไทย “อาลัว” ฮะหรั่วทำจากแป้งข้าวเจ้าที่ได้จากการนำข้าวสารไปแช่น้ำที่ใช้ผสมเวลาโม่ ใช้น้ำลอยดอกไม้สด ที่มีกลิ่นหอมและควันจากเทียนอบ เมื่อได้น้ำแป้งแล้ว ก็นำมากวนกับกะทิ และน้ำตาลในกระทะทองเหลือง แต่มีประเภทหนึ่งที่เวลากวน ใช้น้ำมันเนยแทนกะทิ กวนค่อนข้างยาก เมื่อจวนสุกจะใส่ “มะด่ำ” หรือเมล็ดอัลมอนด์บุบ ปนไปในเนื้อขนมด้วย รสชาติจะหอมเนยเป็นพิเศษ เรียกฮะหรั่วชนิดนี้ว่า “ฮะหรั่วเนย” หรือ “ฮะหรั่วมัศกอด” บางคนเรียกว่า “ฮะหรั่วมัสกัด”

poon_pismai_diskul
photo credit:  th.wikipedia.org

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ผู้ทรงรอบรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศาสนา เป็นอีกผู้หนึ่งที่สนพระทัยในวัฒนธรรมการกินอยู่ของคนไทย ทรงรู้จักชื่อขนม “มัสกอด” อย่างบังเอิญ ขณะชมภาพยนตร์เรื่องเมืองเปอร์เซีย “มัสกอด” มาจากชื่อเมือง “มัสกัด” (Muscat) เมืองท่าบริเวณปากอ่าโอมานในอดีต หากจะเดินทางจากประเทศเปอร์เชีย (อิหร่านในปัจจุบัน) จะต้องเดินทางโดยทางเรือผ่านอ่าวเปอร์เชียออกอ่าวโอมาน จอดเรือพักที่เมืองมัสกัต แล้วจึงออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

เสน่ห์ของมันอยู่ที่เวลากินจะต้องห่อด้วยแผ่นลุดตี่ ปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานในล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒ ต้องกินควบกับฮะหรั่ว “ลุดตี่” ที่ว่านี้ทำจากแป้งข้าวเจ้าเช่นกัน โดยนำน้ำแป้งมาเกรอะ หรือการทับเอาน้ำออกให้เหลือเฉพาะเนื้อแป้ง นำมานวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน นำก้อนแป้งนี้ไปต้มในน้ำเดือดพอสุก จากนั้นนำมานวดอีกครั้ง จนเนื้อแป้งเนียนนุ่ม แบ่งแป้งออกเป็นก้อนกลมๆ ขนาดพอเหมาะ แล้วบดด้วยไม้บดแป้ง ที่ทำจากปล้องไม้ไผ่สั้นๆ แผ่เป็นแผ่นกลม สมัยก่อนปู่ย่าตายาย จะแผ่แป้งบนก้นขันลงหินที่คว่ำอยู่ รองแป้งด้วยใบตอง คลึงแผ่แป้งจนได้ขนาดเท่ากับก้นขันลงหิน แล้วจึงนำไปปิ้ง บนกระทะร้อนจนสุกเสมอกัน  เราเรียกแผ่นแป้งชนิดนี้ว่า “ลุดตี่” นำมาห่อฮะหรั่ว ก็จะได้ขนมที่รสกลมกล่อมไม่หวานจนเกินไป

การรับประทานขนมมัศกอดให้อร่อยนอกจากรับประทานคู่กับลุดตี่แล้ว  ใหม่มองว่าหากเสิร์ฟกับน้ำชายามบ่าย หรือเครื่องดื่มเย็นๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ และกลายเป็นอีกหนึ่งขนมไทยร่วมสมัย นับเป็นอีกหนึ่งขนมที่ดูพิเศษ และมีคุณค่าควรอนุรักษ์ให้คงไว้สืบไป

ตามไปดูสูตรทำขนมกันต่อได้ที่ มัศกอด

—————————————

words chefmai (IG:chefmaikee / FC chefmaikee-FC)
photographs NinaGrapher

Chef Mai

โดย: Chef Mai

พีระโรจน์ ศิริปัญจนะ (เชฟใหม่) : เชฟที่เทหัวใจให้อาหารไทยแบบเต็มร้อย
“มัศกอด” ขนมอบสไตล์ไทยร่วมสมัย
3.5 (2)