“Ovaltine” เครื่องดื่มที่ในหลวง ร.๙ ทรงโปรด

 “Ovaltine” เครื่องดื่มที่ในหลวง ร.๙ ทรงโปรด

ovaltine

จะทราบกันไหมครับว่าเครื่องดื่มพื้นๆ ที่แสนจะเรียบง่าย แต่ในหลวง ร.9 ของปวงชนชาวไทยกลับทรงโปรดนั้น กลายเป็น “โอวัลติล” โดยเฉพาะโอวัลตินร้อนที่เราท่านทั้งหลายรู้จักกันมานานนักหนาแล้วนี่เอง

“เครื่องดื่มประเภทบำรุง” ที่ทรงอิทธิพลต่อวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยนี้ จึงต้องถูกหยิบยกนำมากล่าวถึงอีกครั้ง  ตามสัญญากันเอาไว้ตั้งแต่งวดก่อนโน้น

และเมื่อพอพูดถึง “เครื่องดื่มมอลต์สกัดจากข้าวบาร์เลย์ (งอก)” บางคนเมื่อพูดถึงข้าวบาร์เลย์กลับโยงไปนึกถึงเบียร์ ดีไม่ดีจะไล่เรื่อยต่อไปถึงวิสกี้เสียด้วยซ้ำไป  ซึ่งที่จริงแล้วก็ใช่เลย! เหมือนกันนั่นแหละครับ คือใช้วัตถุดิบตัวเดียวกัน ต่างกันตรงขั้นตอนการผลิตเท่านั้นเอง

จึงเห็นได้ว่าวัตถุดิบชนิดเดียวกัน แปรสภาพเครื่องดื่มออกมาได้แตกต่างกัน อยู่ที่คุณเองแล้วล่ะว่าจะเลือกบริโภคกันแบบไหน ประเภทบำรุงสุขภาพปุ๊บ ผมเชื่อเหลือเกินว่าหลายคนคงต้องนึกถึงโอวัลติน (ovaltin) หรือไม่ก็ไมโล (milo) (ใช้ชื่อมาจากนักกีฑาชาวกรีกโบราณที่ชื่อ “ไมโล” แห่งเมืองโครตอน) ผลิตขึ้นโดยบริษัทเนสท์เล่ ประเทศออสเตรเลียขึ้นมาปั๊บอย่างแน่นอน

คุณประโยชน์จากเครื่องดื่ม

shutterstock_527847712

โอวัลตินหรือไมโลอุดมไปด้วยสารอาหารจาก “มอลต์” แล้วนำมากลั่นด้วยความร้อนต่ำเพื่อให้คงไว้ซึ่งคุณค่าของสารอาหารอย่างครบถ้วน ด้วยการผลิตอันพิถีพิถันเริ่มจากนำข้าวบาร์เลย์ไม่ผ่านการขัดสีมาแช่น้ำให้รากงอกออกมาเล็กน้อย เพราะเป็นช่วงที่เมล็ดข้าวบาร์เลย์เต็มไปด้วยสารอาหาร เนื่องจากเอนไซม์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลที่อยู่ในเมล็ดทั้งชนิดแอลฟา และเบต้านั้น จะเริ่มกระบวนการผลิตคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และสารอาหารอื่นๆ ที่ละลายน้ำ เพื่อส่งอาหารให้กับยอดอ่อนเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต

โดยสารอาหารธรรมชาติเหล่านี้ นับได้ว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงและดีต่อสุขภาพมาก ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินซี และธาตุเหล็ก รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆ อีกมากมายที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงอีกด้วย

เครื่องดื่มมอลต์สกัดกับโกโก้ และช็อกโกแลต

รวมทั้งบางคนอาจพิจารณาจากภายนอกคือมองเผินๆ แล้วแอบเหมารวมเข้าพวกไปกับโกโก้หรือช็อกโกแลตด้วยแบบมึนๆ แถมยังถามต่ออีกว่า “แล้วมันแตกต่างกันไหมหรืออย่างไร?”

เอาเป็นว่าถ้าระหว่าง “โอวัลติน” กับ “ไมโล” นั้นก็ต้องขอตอบว่าเหมือนกันยังกับฝาแฝดแน่นอน แต่ถ้าเป็นโกโก้หรือ ช็อกโกแลตคงได้เพียงแค่เกือบเหมือน คือเป็นเครื่องดื่มบำรุงอันทรงคุณค่าเหมือนกัน เพียงแต่ที่ไปและที่มา รวมทั้งคุณค่าทางโภชนาการแต่งต่างกันเท่านั้นเองแหละครับ

เพราะ cocoa เป็นเมล็ดของต้นโกโก้ ที่ถูกค้นพบโดยชาว มายา (ชาวมายาเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งของอเมริกา) และชาวอัซเตก (aztecs หมายถึงกลุ่มชาติพันธ์ในทางตอนกลางของเม็กซิโก) มีคุณประโยชน์มากมาย อย่างเช่น แคลเซียม แมกนีเซียม นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระรวมทั้งสารฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ซึ่งมีประโยชน์เช่นเดียวกันกับ ชาหรือไวน์แดง โดยนักวิจัยยังเปิดเผยต่อไปอีกด้วยว่า การดื่มโกโก้วันละแก้วอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำของสมองได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ส่วนช็อกโกแลตทำมาจากการหมัก คั่ว และบดอย่างละเอียดของเมล็ดโกโก้เขตร้อนซึ่งมีต้นกำเนิดจากอเมริกากลางและเม็กซิโกหรืออาจพอสรุปได้ง่ายๆ ว่า ช็อกโกแลตก็คือ ส่วนผสมของเมล็ดและเนยโกโก้ ส่วนเนยโกโก้ (cocoa butter) นั้นเป็นไขมันของเมล็ดโกโก้

สีสันของเครื่องดื่ม

และเมื่อพูดถึงโอวัลตินต้องยอมรับกันนะครับว่า พวกเราส่วนใหญ่จะรู้จักกันมากกว่า ไมโลไม่รู้เป็นเพราะว่าโอวัลติน (กำเนิด ปีค.ศ. 1904) เกิดก่อน ไมโล (กำเนิด ปีคศ. 1934) หรืออย่างไร รวมทั้งเป็นไปได้ไหมว่า สีเขียวของไมโล นั้นอาจมีส่วนช่วยตอกย้ำความรู้สึกสดชื่นและพลังได้น้อยกว่า “สีส้ม” ของ “โอวัลติน” ซึ่งในภาพรวมๆ กลับจูงใจผู้บริโภคให้รู้สึกถึงการเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงาน สร้างความกระปรี้กระเปร่าได้มากกว่า เลยทำให้โอวัลตินยึดหัวหาดครองส่วนแบ่งการตลาดไปกว่า 2 ใน 3

จึงเห็นได้ชัดว่าสภาพการแข่งขันของ “เครื่องดื่มมอลต์สกัด” นี้ น่าจะมีผู้ผลิตหลักๆ ที่ยังต่อสู้กันอยู่เหลือเพียงแค่ 2 รายเท่านั้นเอง แต่ตราบใดที่สงครามยังไม่จบอย่าพึ่งนำศพทหารนะครับ แม้ว่าโอวัลตินจะพัฒนาโดยเฉพาะทางด้านรสชาติและส่วนผสม เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องก็ตาม

(เช่น ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่าง classic, 3 in 1, swiss, whitemalt, ovaltinies และ ovaltineuht รวมทั้งโอวัลตินมอลต์ช็อคโกแลตไฮไนน์ (ovaltine hi 9) ด้วย ซึ่งจะนำไปดื่มนอกหรือในบ้านก็ได้แล้วแต่สะดวก)

สำหรับไมโลเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า โหมวิจัยพร้อมปรับปรุงด้านโภชนาการ เพิ่มเติมต่อยอดมาอยู่เรื่อยๆ เช่นกัน (โดยโธมัส เมย์น ที่โรงงานแห่งหนึ่งในเมืองสมิธ ทาวน์ รัฐนิวเซาท์เวลส์) แล้วออกตัวผลิตภัณฑ์มาเป็น “ไมโลแอคทีฟ – บี”  3 อิน 1 ซีเรียลผสมธัญญาหาร อันมีคุณค่าทางธรรมชาติจากส่วนผสมของธัญพืชนอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของโปรโตมอลต์ (ซึ่งเป็นมอลต์สกัดด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของเนสทเล่สวิตเซอร์แลนด์) รวมทั้งใช้นมผงแท้ๆ (ทำให้มีแคลเซียมและโปรตีนสูง) ส่วนท้ายสุดใครจะวิ่งเข้าสู่เส้นชัยก็อยู่ที่พวกคุณกันเองแล้วล่ะครับที่จะเป็นคนตัดสิน!

กำเนิดเครื่องดื่มมอลต์สกัด

มาถึงตรงนี้แล้วน่าพอจะสรุปได้ว่า ถ้าเราจะไม่พูดกันถึงนมนั้นก็เครื่องดื่ม “มอลต์สกัด” อย่าง “โอวัลติน” นี่แหละครับที่ดูมีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด

ดังนั้นก่อนจบถ้าเราไม่พูดถึง “ประวัติความเป็นมา” ของโอวัลติน (ตามที่ได้จั่วหัวเรื่องไว้) ซะบ้างเลย ผมก็ว่ามันจะยังไงๆ อยู่นะครับ

คืออย่างน้อยก็ให้อยากให้รู้ไว้ว่า เครื่องดื่มอันเก่าแก่นี้เกิดและโตมาจากสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปีค.ศ. 1904  โน่นแนะครับ โดยเริ่มแรกเดิมทีนั้นเขาใช้ชื่อว่า “ovomaltine” ที่มาจากคำว่า “ovum”แปลว่า ไข่ ในภาษาละติน และ “malt” ซึ่งใช้เป็นส่วนผสมหลัก และต่อมาถูกแผลงคำไปเรื่อยๆ จนเมื่อนำออกขายนอกสวิตเซอร์แลนด์ ชื่อกลับถูกเรียกเป็น ovaltine มาจนกระทั่งทุกวันนี้ในที่สุด

เรื่องของเรื่องก็เป็นผลพวงมาจากความบังเอิญของดร.อัลเบิร์ต วันเดอร์ (ลูกชายเจ้าของบริษัทวันเดอร์ เอจี บริษัทย่อยของทไวนนิงส์) ที่พยายามหาทางค้นคว้าหาสารอาหารที่มีความครบถ้วน เพื่อมารักษาอาการของคนไข้ที่กินอะไรไม่ค่อยจะลง โดยทดลองนำไข่ มอลต์ (ทำมาจากข้าวบาร์เลย์) และโกโก้ มาผสมกันเพื่อให้คนไข้ดื่ม ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะได้ผลออกมาดีเกินคาด  ต่อมาจึงพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น “โอวัลติน” อย่างที่พวกเรารู้จักกันดีนี่แหละครับ

สำหรับในบ้านเรามีโรงงานผลิต “โอวัลติน” ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก (ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ในลิขสิทธิ์ของ ABF (Associated British Foods Plc) เป็นของ “บริษัท เอ เอฟ ประเทศไทย จำกัด”

ท้ายสุดจึงน่ารวมความได้ว่าเครื่องดื่มก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเหมือนกัน ดังนั้นการเลือกเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการก็มีส่วนเสริมช่วยทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกันนะครับ

วิธีชงความอร่อย

ovaltine-2

สำหรับการชงโอวัลตินนั้นก็แสนจะง่ายมากครับคือ ชงกับนมได้เลย แค่ใช้วิธีอุ่นนมให้ร้อน (ราว1/2 แก้ว) แล้วเติมโอวัลตินและ นมข้นหวานลงไปชง (อย่างละ 2 ช้อนชา) พร้อมเหยาะนมสดลงไปนิดหน่อยแค่นั้นเอง หรือถ้าอยากดื่มแบบเย็น ให้ใช้น้ำร้อนชง ไม่ต้องถึงครึ่งแก้ว คือพอให้โอวัลตินละลาย กับน้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ รวมทั้งนมข้นหวานและผงโอวัลติน (อย่างละ 2 ช้อนชา) คนให้ละลาย เทลงในแก้วพร้อมน้ำแข็งที่เตรียมไว้แล้ว โรยด้วยนมสดนิดหน่อยเป็นอันว่าจบ ส่วนคนที่กลัวอ้วนจริงๆ ก็ยังสามารถชงโอวัลตินกับน้ำร้อนได้ โดยที่ไม่ต้องเติมน้ำตาล รวมทั้งนมข้นหวานหรือครีมเทียมด้วย (จะเอากันถึงขนาดนั้นเลยไหมครับ)

นอกจากนี้ถ้าอยากประยุกต์ให้เกิดเป็นความแปลกใหม่ ยังสามารถทำได้อีกหลากหลายอย่าง เช่น โอวัลตินภูเขาไฟ โอวัลตินปั่น โอวัลตินสมูธตี้ และโอวัลตินมอลต์ก้ารวมทั้งในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย

รักชอบแบบไหนอย่างไรก็ตามสะดวกเถอะ! แล้วเจอกันด้วยเรื่องราวดีๆ ในงวดหน้าอีกเช่นเคยนะครับ

ตามอ่านกันต่อกับเรื่องราวดีๆ ใน พระกระยาหารค่ำในพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี

—————————————
word: วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์
กรรมการผู้จัดการ  โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
www.witooncocktailandwine.com

Witoon Wongsawat

โดย: Witoon Wongsawat

อาจารย์วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์ : กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
“Ovaltine” เครื่องดื่มที่ในหลวง ร.๙ ทรงโปรด
ให้คะแนนบทความ