HEALTH & TREND ตอนที่ 1

HEALTH & TREND ตอนที่ 1

ยังไม่ทันเห็นโลงศพ ก็เตรียมทำท่าจะหลั่งน้ำตาเสียแล้ว” แต่ก็ดี ๆๆ ….และดีมาก ! เสียด้วยสิครับ โดยเฉพาะถ้ายังอยากใช้ชีวิต “อย่างมีคุณภาพ” ให้ยืนยาว [มีอัตราการเสียชีวิตซึ่งมีมูลเหตุ มาจากการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ(ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความเจริญทางด้านเทคโนโลยี)มากถึง 3.2 ล้านรายทั่วโลก (สถิติจากองค์การอนามัยโลก)]

ก็เห็นไหมล่ะครับว่า …วัยรุ่นสมัยนี้ได้เริ่มทยอยหันเข้ามา “ ฟิต ” [FIT (FITNESS ),เพื่อประสิทธิภาพของหัวใจ , ปอด ,  กล้ามเนื้อ และให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ  รวมทั้งมีร่ายกายสมส่วน โดยทั่วไปแล้วเขาให้ออกกำลังกันอย่างน้อยวันละ 30 นาที แบบไม่หักโหมเท่าไหร่นัก คือ ….. อย่างน้อยต้อง  สัปดาห์ละ 5 วัน ครับ ]  แอนด์  “ เฟิร์ม”  (FIRM ,  ร่างกายจะได้กระชับและแข็งแรง ) ให้ความใส่ใจกับสุขภาพกันมากขึ้น

นอกเหนือไปจากเรื่องของ เสื้อผ้า และ เครื่องแต่งกาย แต่กลับสนใจในเรื่องของรูปร่าง (ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก) โดยไม่ต้องรอให้อายุมากขึ้นเรื่อยๆเสียก่อน  เพราะรู้ดีว่าจะมาแก้ไขอะไรเมื่อถึงตอนนั้น ก็คงไม่ทันการเสียแล้ว

และการออกกำลังกาย ยอดฮิตที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ (จากการสำรวจความคิดเห็น ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย และคนรักสุขภาพจากทั่วโลก ที่จัดทำโดย AMERICAN COLLEGE OF SPORTS MEDICINE) ก็เห็นจะเป็น

แบบบอดี้เวท (BODYWEIGHT)

เป็นแบบที่ใช้น้ำหนักตัวเป็นหลัก ทำได้เองที่บ้าน  โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริม แต่ก็ช่วยฟิตร่างกายได้เป็นอย่างดีทีเดียวล่ะครับ

แบบ HIIT [HIGH – INTENSITY INTERVAL TRAINING)

ใน 2 – 3 ปีที่ผ่านมา …… การออกกำลังกายประเภทเน้นความรวดเร็ว ภายในเวลาอันจำกัดและใช้เวลาพักไม่นาน   [ ไม่ว่าจะเป็น  1 : 2  (หนัก 15 วินาที เบา 30 วินาที ) หรือ  1 : 3  (หนัก 15 วินาที  :  เบา 45 วินาที ) ซึ่งถ้าเริ่มชิน แล้วก็อาจจะเปลี่ยนเป็น 1 : 1  (หนัก 30 วินาที เบา 30 วินาที ) ก็ได้ แต่ต้อง  WARM UP  ก่อนอย่างน้อย 5 นาที ] อย่าง HIIT นี้  ได้รับความนิยมกันอย่างล้นเหลือ เพราะสร้างเสริมระบบการเผาผลาญได้ดีและรวดเร็ว แถมช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นอีกด้วย   เช่น

วิ่ง (RUNNING)

การวิ่งจะเผาผลาญพลังงานมากกว่าการเดิน แต่ควรเลือกท่าวิ่งที่ง่ายๆ เป็นธรรมชาติ  ไม่เกร็ง จะทำให้เกิดการผ่อนคลายและไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

ซิทอัพ  (SIT UP)

 

SIT UP

เป็นหนึ่งในท่าสุด BASIC  ของการบริหารกล้ามเนื้อ หน้าท้อง

วิดพื้น   (PUSH UP)

ท่านี้จะช่วยให้ กล้ามเนื้อหน้าอก กับหลังและแขนแข็งแรง

กระโดด   (JUMPNG ROPE)

แบบกระโดดสลับกับการพักนี้ จะช่วยกระชับสัดส่วน ลดได้ทั้งแขน (จากการเหวี่ยงเชือก)  และขา

แต่อย่างไรก็ตาม แบบ HIIT นี้ก็เป็นวิธีซึ่งอาจต้องเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่ายเหมือนกัน [โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อกระดูกต่างๆ หรือเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งผู้สูงอายุด้วย  (กลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกายเป็นประจำนะครับ)]  ระยะหลังความสนใจของคนรักสุขภาพก็เลยแผ่วๆลงไปบ้าง

[และก็เพราะ ….. เป็นการออกกำลังกายที่ใช้เวลาน้อยนี่ล่ะครับ สำหรับผู้ซึ่งเริ่มต้นใหม่ๆในช่วงแรกจึงไม่ควรหักโหมจนเกินไป  (เริ่มด้วยความถี่ในราวสัปดาห์ละ 1 ครั้งก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น  2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ในเวลาต่อมา) และควรจะออกกำลังกายอย่างอื่นควบคู่กันไปด้วย ]

แบบเน้นฝึกกล้ามเนื้อ   (STRENGTH TRAINING)

แบบนี้จะเน้นฝึกเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่มีถึง 14  มัด นี้  ได้แก่ 1.คอ (NECK) 2. อก (CHEST) 3.หลังส่วนบน (TRAPZIUS หรือ TRAPS) 4.หลัง (BACK) 5. ปีก (LAT) 6.ไหล่ (SHOULDERหรือ DELTOID HEADS)  7.หน้าแขน (BICEPS) 8.หลังแขน  (TRICEPS) 9. แขน /ข้อมือ (FOREARM/WRIST ) 10.ท้อง (ABS)  11.สะโพก /ก้น (GLUTES) 12.ต้นขา (QUADS) 13.ขาด้านหลัง   (HAMSTRING) 14. น่อง (CALVES)

ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้กล้ามเนื้อ ฟิต แอนด์ เฟิร์ม เท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไขข้อ หรืออาการปวดหลังได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

แบบโยคะ  (YOGA)

ถือกำเนิดในประเทศอินเดียเมื่อหลายพันปีที่แล้ว จากการค้นคว้าของมนุษย์เกี่ยวกับ  “ความเข้าใจในความเป็นอยู่ของตนเอง ”   จากนั้นนักปราชญ์ชาวฮินดูคนหนึ่งชื่อว่า “ปตัญชลี ”(PATANJALI) ได้นำศาสตร์นี้มาปรับปรุง พัฒนา และถ่ายทอด  [นักโบราณคดีได้ค้นพบไม้แกะสลัก และศิลปะรูปปั้นที่แสดงถึงการฝึกโยคะในหุบเขาแห่ง อินดัส วอลเลย์   (ปัจจุบัน คือส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน)] ให้เป็นรากฐานการฝึกโยคะ

ซึ่งจะว่ากันไปแล้วการฝึก“โยคะ” นั้นก็ไม่ใช่เป็นการออกกำลังกายโดยตรงเสียทีเดียว ที่แรกเริ่มเดิมทีน่าจะเน้นฝึกเพื่อพัฒนา ร่างกาย จิตใจ และ จิตวิญญาณ  ให้พร้อมเพื่อเสริมสร้างสมดุลเสียมากกว่า

แต่การฝึกอย่างท่า  ASANAS (โยคะอาสนะ)  ซึ่งต้องค้างท่านั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง ประกอบกับการเคลื่อนไหวร่างกายที่เป็นไปอย่างช้าๆ จึงเท่ากับเป็นการฝึกประสาท และ การทรงตัวไปด้วยในตัว  กลายเป็นความยืดหยุ่น ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง สมองโปร่ง สดใสไร้ความเครียด แถมมีสมาธิดีขึ้นอีกด้วย เลยดูคล้ายๆกับว่าเป็นการออกกำลังกายไปนั่นเอง

ซึ่งในเวลาต่อมาชาวตะวันตกได้ดัดแปลงประยุกต์   ให้เข้ากับการออกกำลังกายอย่างจริงจัง จนกลายเป็นรูปแบบ โยคะ  (YOGA)    ที่ได้รับความนิยมอย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี่แหละครับ

สำหรับท่าที่ใช้สำหรับการฝึกโยคะยังมีมากมาย แต่หลักๆในการฝึกโยคะ ก็จะเป็นท่าพวกนี้ครับ

ท่าศพอาสนะ SHAVASANA (CORPSE  POSE)

เริ่มต้นตั้งแต่ท่านั่งบนพื้นชันเข่า   ไปจนใช้มือประคองต้นคอ มาที่ยกแขนตั้งฉากกับพื้น  ถึงท่าหลับตา และ เกร็งกล้ามเนื้อในแต่ละส่วนของร่างกาย  (แต่ทั้งหมดนี้ต้องให้นอนท่าศพ 5 นาทีต่อทุกการฝึก 30 นาทีนะครับ)

สำหรับวิธีนี้จะช่วยหยุดความคิดและอะไรต่อมิอะไร  โดยพยายามดึงจุดศูนย์รวมให้มาสนใจอยู่ที่การหายใจ   เพื่อผ่อนคลายส่วนต่างๆทั้งร่างกายและจิตใจ

ส่งผลทำให้จิตใจสงบ ช่วยลดความตึงเครียด  และ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ  รวมทั้งลดอาการปวดศีรษะ , ปวดเมื่อยตามตัว และ อาการนอนไม่หลับด้วย  แถมยังช่วยลดความดันโลหิตได้เป็นอย่างดีอีกด้วยครับ (แต่มีข้อห้ามสำหรับคนตั้งครรภ์และคนที่มีโรคกระดูกหลังด้วยเหมือนกัน)

ท่านั่งก้มตัว  (PACHIMOTTANASANA)

วิธีนี้ใช้นั่งหลังตรงให้เท้าเหยียดไปข้างหน้า  แล้วหายใจออกปล่อยเหยียดแขนไปข้างหน้า  โดยคว่ำฝ่ามือแขนขนานลงไปกับพื้น  ส่วนขณะหายใจเข้าให้ยกมือทั้งสองข้างเหนือศีรษะ    ก้มตัวไปข้างหน้าให้ศีรษะใกล้เข่ามากที่สุด    และเข่าจะต้องตึงตลอดเวลาด้วย   ในขณะที่ฝ่ามือให้จับอยู่ที่ปลายเท้า คงท่านี้ไว้ราว  1 – 3 นาที

จะช่วย ในเรื่องอาการวัยทองและโรคนอนไม่หลับ  รวมทั้ง ท้องร่วง , หอบหืดและ โรคที่กระดูกหลังได้เป็นอย่างดีทีเดียวล่ะครับ

การฝึกท่างู BHUJANGASANA   (COBRA POSE)

ท่านี้จะต้องนอนคว่ำอยู่บนพื้นเท้าเหยียด   มือวางไว้ข้างลำตัวในระดับไหล่ หน้าหันไปข้างได้ข้างหนึ่ง   กดเท้ากล้ามเนื้อต้นขาและสะโพกลงบนพื้น  หายใจเข้า

พร้อมกับหันหน้าตรงเอาคางจรดพื้นมือยันพื้น และเหยียดข้อศอก ยกศีรษะไหล่หน้าอกรวมทั้งเอวให้สูงขึ้น เงยหน้าไปด้านหลัง (ส่วนที่ยังกดอยู่บนพื้นคือ  บริเวณหัวเหน่า  ต้นขาและเท้า)   โดยหายใจได้อย่างปกติและให้ค้างท่านี้ไว้ราว  15 – 30 วินาที    เวลาหายใจออกให้หย่อนตัวลงบนพื้น  (ให้ทำซ้ำๆ 3 นาที )

และเมื่อทำท่างูเสร็จก็ให้หันหน้ามองส้นเท้าซ้ายแล้วค้างไว้ 30 วินาที  กลับสู่ท่าปกติแล้วหันไปทางขวา   ถ้ากล้ามเนื้อหลังแข็งแรงให้ยกมือขึ้น ในขณะร่างกายยังคงท่าเดิมอยู่   โดยใช้กล้ามเนื้อหลังเพียงอย่างเดียว  เมื่อทำท่างูได้ดีก็สามารถทำท่างูจงอางโดยการงอเข่าให้จรดศีรษะ

ประโยชน์จากการฝึกท่านี้จะช่วย เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกหลัง ไหล่ และกล้ามเนื้อหน้าท้อง กระชับกล้ามเนื้อสะโพก กระตุ้นอวัยวะในช่องท้อง  ลดความเครียด  ทำให้ปอดและหัวใจแข็งแรง (แต่สำหรับผู้มีโรคที่กระดูกสันหลัง ตั้งครรภ์ เส้นประสาทที่มือถูกกดทับ และปวดศีรษะ ฝึกท่านี้ไม่ได้นะครับ)

แบบคาร์ดิโอ

สำหรับการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโอ  (CARDIO ) จริงๆแล้วมันก็คือการออกกำลังกาย แบบแอโรบิก (AEROBICS ) นั่นเองแหละครับ (เป็นการออกกำลังกายชนิดใดก็ได้    ที่จะกระตุ้นให้หัวใจและปอดทำงานมากขึ้น)  ส่วนคำว่า คาร์ดิโอ (CARDIO) นั้นหมายถึง “ หัวใจ ” ด้วยเพราะการออกกำลังกายรูปแบบนี้ จะไปเน้นการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตได้เป็นอย่างดี  (ส่งผลทำให้เลือด เดินทางได้โดยสะดวก  สามารถนำพาสารอาหารที่เป็นประโยชน์  รวมทั้งออกซิเจน ไปยังเซลล์ปลายทางได้ดียิ่งขึ้น )  เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ “หัวใจ”  ให้แข็งแรง (ไม่เน้นการใช้พลังจากมัดกล้ามเนื้อในระดับรุนแรง แต่มุ่งเน้นไปที่การขยับเขยื้อนร่างกาย ซึ่งมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้น)

ตัวอย่าง คาร์ดิโอ  (CARDIO) เช่น

ปั่นจักรยาน

เป็นหนึ่งในทางเลือกของการออกกำลังกายซึ่งเผาผลาญ แคลอรี่ (CALORIE , เป็นหน่วยวัดพลังงานที่ได้จากการเผาผลาญอาหาร) ได้เท่าที่ตนเองต้องการ และก็ด้วยวิถีการใช้ชีวิตในสังคมแบบคนเมือง (ไลฟ์สไตล์)  ทำให้ อินดอร์ ไซคลิ่ง สตูดิโอ  (INDOOR CYCLING STUDIO) ได้กลายมาเป็นที่รวมตัวกันอย่างคึกคัก  ของกลุ่มนักออกกำลังกายรุ่นใหม่

ซึ่งนอกจากจะสะดวกโดยไม่ต้องตระเตรียมอะไรให้ยุ่งยาก  และไม่ต้องกังวลกับสายฝน (โดยเฉพาะในช่วงนี้ )  รวมทั้งภัยอันตรายตามท้องถนนแล้ว  [ประเทศไทย มีอัตราการตายจากการบาดเจ็บทางถนนของอยู่ที่ 2 ของโลก   (คือ   24 นาที จะมีคนเสียชีวิตบนท้องถนนอย่างน้อย 1 คน)]   ยังเกิดความสนุกสนาน  ไปกับจังหวะของเสียงเพลงในสตูดิโอจนลืมความเหน็ดเหนื่อยอีกด้วย

ว่ายน้ำ   (HEALTH PLUS)

เป็นการออกกำลังกาย ซึ่งช่วยให้ร่างกายเกิดความยืดหยุ่นได้ดีที่สุด   [แต่ต้องเป็นผู้ที่ไม่มี  โรคผิวหนัง ,โรคหัวใจในระยะอันตราย ,โรคเกี่ยวกับตา , แก้วหู และไม่มีบาดแผล ด้วยนะครับ  (ควรว่ายน้ำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณครึ่งชั่วโมง)] ที่มีทั้ง

ท่าฟรีสไตล์ (FREESTYLE STROKE)

ท่านี้ทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตได้ดี  จึงดีต่อหลอดเลือดหัวใจ  และหากว่ายในความเร็วระดับปานกลาง จะช่วยกระชับกล้ามเนื้อลำตัว  และช่วงไหล่ รวมทั้งต้นขาด้านหลังด้วย

ท่ากรรเชียง (BACKSTROKE)

ส่วนท่ากรรเชียง  จะเน้นลดและกระชับหน้าท้องด้านบน – ล่าง

ท่าผีเสื้อ  (BUTTERFLY STROKE)

จะเป็นท่าซึ่งลดน้ำหนักได้ผลมากที่สุด  แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นท่าที่ต้องใช้แรงในการว่ายน้ำมากพอสมควร  ซึ่งจะต้องผ่านการฝึกฝนและต้องมีร่างกายที่แข็งแรงพอสมควรอีกด้วยนะครับ

ท่ากบ (BREASTROKE)

เป็นวิธีที่จำลองมาจากท่าว่ายน้ำของกบ  ท่านี้จึงช่วยทำให้กล้ามเนื้อต้นแขน ต้นขาด้านหน้า – หลัง แข็งแรงและกระชับครับ

แอโรบิก (AEROBICS EXERCISE)

เป็นการออกกำลังที่สังเกตได้จากลักษณะดำเนินกิจกรรม  ซึ่งจะใช้พลังในระดับเบาหรือปานกลางแบบต่อเนื่องและนานพอควร   จริงๆแล้ว  แอโรบิก  มีรูปแบบมากมาย รวมไปถึงการเล่นกีฬาในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย อย่างการวิ่งออกระยะไกลก็ถือว่าใช่  (แต่ถ้าวิ่ง แบบ HIIT ที่เน้นความรวดเร็วถือว่าไม่ใช่นะครับ)

สำหรับ  วินาทีทองของการ ออกกำลังกาย โดยเฉพาะ  คาร์ดิโอ  (CARDIO TIME)   หลายคนเชื่อว่าน่าจะเป็นตอนเช้า     เนื่องจากร่างกายจะ เผาผลาญแคลอรี่  จากไขมันซึ่งเก็บสะสมได้โดยตรง  โดยที่ไม่ต้อง เบิร์นแคลอรี่  (BURN CALORIES)  จากมื้ออาหาร   ทำให้การลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น  สำหรับคนที่หวังจะ ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก  (EXERCISE TO LOSE WEIGHT) อย่างจริงจัง  จึงควรต้องเลือกทำในช่วงเวลานี้

EXERCISE IS MEDICINE

สำหรับโครงการนี้หลายคนอาจไม่คุ้น  เลยอยากจะมาเล่าสู่กันฟังว่าได้เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ด้วยผลพวงจากสิ่งอำนวย ความสะดวกในการใช้ชีวิต ซึ่งนับวันจะเพิ่มมากขึ้น จนผู้คนเกิดการขาดความตระหนักในการดูแลตนเอง รวมทั้งวิถีชีวิตที่เร่งรีบแข่งขัน ส่งผลให้คนไทยบางกลุ่มมีกิจกรรมทางกายลดลง (วัยเด็กและวัยสูงอายุ)   ทำให้ท้ายสุดมีผู้ที่ออกกำลังกายเกินกว่า 30 นาที เพียง 46%  (จากจำนวนผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ)  เพียงแค่นี้เอง

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการผลักดันโครงการ “การสั่งการออกกำลังกาย”  หรือ EXERCISE  PRESCRIPTION (โดยการให้แพทย์ออกแบบใบสั่งยา ที่ระบุคำแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกายแทนการใช้ยา) เพื่อเป็นหนึ่งในวิธีการรณรงค์ให้บุคลากรทางการแพทย์ได้นำวิธีการนี้  ไปใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการป้องกันและรักษาโรค

แต่ก็นั่นแหละ  …… ลำพังเพียงแค่ออกกำลังกาย (เพื่อสุขภาพหรือเป็นการสร้างกล้ามเนื้อ แม้แต่ต้องการลดน้ำหนักก็ตาม) อย่างสม่ำเสมอเท่านั้นน่าจะยังไม่พอ ถ้าต้องการผลลัพธ์แบบเต็มประสิทธิภาพ คงต้องให้ความสำคัญกับจำนวนแคลอรี , ปริมาณ และชนิดของอาหาร (กินอาหารให้เป็นยา ไม่ใช่กินยาให้เป็นอาหาร)  กับเครื่องดื่ม    (ซึ่งเป็นพื้นฐานของการบริโภคให้เหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดี )    ที่พวกเราจะต้องเลือกบริโภค  (อย่างอาหารที่เหมาะในช่วงก่อนออกกำลังกาย ก็ควรอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต  ย่อยง่าย และต้องไม่มัน  (เพราะอาหารมันย่อยยาก ทำให้ตกอยู่ข้างในกระเพาะอาหารนาน เสี่ยงต่อการคลื่นไส้อาเจียนในระหว่างออกกำลังกาย)]   , ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกิน – ดื่ม   [การออกกำลังกายอย่างหนัก (HIGH INTENCITY)  อย่างวิ่งเร็ว (แบบ HIIT) ร่างกายจะใช้ คาร์โบไฮเดรต มากกว่าไขมัน แต่ถ้า วิ่งอย่างช้าหรือการเดิน  (LOW INTENSITY) ร่างกายจะใช้ ไขมัน มากกว่า คาร์โบไฮเดรต อะไรอย่างนี้เป็นต้น] รวมทั้ง ของว่าง และเครื่องดื่มต่างๆ ก่อนออกกำลังกาย  [PRE – WORKOUT  FOODS  เช่นกล้วย   (มีพลังงานสูง)   1 ลูก  ,  อาหารประเภทซีเรียล  (CEREALS ,   มีใยอาหารสูงทำจากธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ต  ,  คอร์นเฝลก)] และ น้ำมะเขือเทศ  (แหล่งโปแตสเซี่ยม และ โซเดียมที่สำคัญ )] ด้วย

แต่ก็มีบางกลุ่มหนักไปจนถึง ดื่มและกินกันตามกรุ๊ปเลือดเอาเลยทีเดียว (EAT ACCORDING TO YOUR BLOOD TYPE)

อาหารเพื่อสุขภาพตามกรุ๊ปเลือด

ซึ่งก็มีที่มาจากความเชื่อเกี่ยวกับเลือดแต่ละกรุ๊ป ว่ามีสารเคมีในเลือดแตกต่างกันของ ดร.ปีเตอร์ ดี อาดาโม  (DR.PETER  D ‘ ADAMO)  ผู้ซึ่งเคยได้รับรางวัล “แพทย์ธรรมชาติบำบัดยอดเยี่ยม”  จากสหรัฐอเมริกา

และได้อธิบายลงไว้ในหนังสือ  EAT RIGHT FOR YOUR TYPE

เพื่อพวกเราจะได้รู้ว่า  …..  การกินอาหารที่มี “ เลกติน ”   (LECTINS , เป็น โปรตีนที่ช่วยการทำงานของระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ) ไม่เหมาะกับเลือดนั้น  จะส่งผลทำให้สารนี้ เข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร  การเผาผลาญและการสร้าง อินซูลิน รวมทั้งความสมดุลของ ฮอร์โมน ด้วย

(จากความแตกต่างของ สารเคมี ในเลือดนี่เอง  จึงทำให้เลือดแต่ละกรุ๊ปมีความสามารถในการย่อยต่างกัน  ถ้าสามารถย่อยได้หมดร่างกายก็จะนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่  แต่ถ้าย่อยไม่หมดก็จะตกค้างอยู่ในร่างกายจนเกิดการเน่าเสีย   จนทำให้ร่างกายป่วย เมื่อถูกดูดซึมกลับไปอีกครั้ง)

การทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด จึงเท่ากับเป็นการเสริมสร้างความสมดุลให้แก่ภูมิต้านทานของเรา ช่วยในเรื่องลดน้ำหนักและเพิ่มพละกำลัง  แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าอาหารนั้นๆเหมาะกับร่างกายของเราด้วยหรือเปล่านะครับ โดยถ้าจะแบ่งตามกรุ๊ปเลือดแล้วก็สามารถสรุป (เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย) ได้ดังนี้

กรุ๊ปเลือดที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กินเนื้อสัตว์ได้มากที่สุด คือ กรุ๊ปเลือด  OB  > AB  >  A

กรุ๊ปเลือดที่มีความเป็นกรดต่ำ ควรกินผักเพื่อรักษาสมดุลให้มากที่สุด คือ กรุ๊ปเลือด A > > AB  > B

(สำหรับ สาเหตุที่กรุ๊ป O ต้องกินผักมากเป็นอันดับ 2 ทั้งๆที่ย่อยอาหารจำพวกเนื้อได้ดี นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อกินเนื้อมาก ก็ต้องกินผักมากในปริมาณมากด้วยเช่นกัน  เพื่อเป็นการชดเชยป้องกันไม่ให้ร่างกายสมดุลจนเกิดโรคได้ )

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็จะต้องเลือกในเรื่องของเครื่องดื่ม   ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายกว่าด้วย     และจะว่าไปแล้ว ….   ก็มีกกDฏฏฏกฏกffffjkv lมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลย (เครื่องดื่มนั้นร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายกว่า) ตัวอย่างเช่น

กรุ๊ป A

เน้นสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น ถั่วแดง กล้วย สำหรับเครื่องดื่มที่แนะนำคือ ชา , กาแฟ  และ ไวน์แดง (วันละ 1 แก้ว) โดยควรดื่มหลังอาหารเท่านั้น  เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร  เพราะเป็นเครื่องดื่มที่เพิ่มกรด และควรหลีกเลี่ยงการดื่ม เบียร์ , โซดา และ น้ำอัดลม เพราะจะทำให้มีกรดในกระเพราะมากเกินไป

ดื่มน้ำผลไม้ได้แทบทุกชนิด  (ยกเว้น กล้วย แคนตาลูป แตงโม  มะม่วง มะละกอ และส้ม เพราะย่อยยาก เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน  และทำให้ระคายเคืองกระเพราะ )

กรุ๊ป O

จะเน้นสารอาหาร ประเภทโปรตีน ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น แคร์รอต  ,  สาหร่ายสด  และเครื่องดื่มควรเป็น ชา จากสมุนไพรต่างๆ เช่น  พาร์สลีย์  ,  ชาเปปเปอร์มินต์ (ส่วนชาที่ควรงดคือ  ชาที่ทำจากใบชา) และ งดการดื่ม กาแฟ , ชา ,  เบียร์  เพราะจะเป็นการเพิ่มกรดในอาหารให้หนักเข้าไปอีก

น้ำผลไม้ควรเป็น เชอร์รี่ และ บลูเบอร์รี่ รวมไปถึง ผลไม้ตระกูลเกรปฟรุ๊ต  (ควรหลีกเลี่ยง ส้ม  สตรอว์เบอร์รี่ มะพร้าว  แคนตาลูป  เพราะมีความเป็นกรดสูง ถ้ากินมากจะทำให้มีกรดในกระเพราะมากเกินไป )

กรุ๊ป B

สามารถกินได้หลากหลาย ไม่ว่า จะเป็น โปรตีน หรือ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น ถั่วเหลือง  , กล้วยหอม และเครื่องดื่มที่แนะนำคือ น้ำขิง  ,  ชาเขียว ,  เปปเปอร์มินต์  เพราะช่วยบำรุงประสาท  สำหรับน้ำผลไม้ดื่มได้เกือบทุกชนิด โดยเฉพาะ สับปะรด  เนื่องจากมีเส้นใยอาหารสูง แถมยังช่วยทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีอีกด้วย (ควรยกเว้น ลูกพลับ  ลูกแพร์ และทับทิม)

กรุ๊ป AB

มีความต้องการใกล้เคียงกับกรุ๊ปบี ซึ่งเหมาะกับผักผลไม้ เช่น เสาวรส ,  กีวี และ แอปเปิ้ล   รวมทั้ง  เชอร์รี่ , สับปะรด , ส้มโอ , พลัม , องุ่น เพราะช่วยความสมดุลของกรดในเนื้อเยื่อ (ผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยงคือ กล้วย ฝรั่ง มะม่วง และ มะพร้า )เครื่องดื่มที่แนะนำ ไวน์แดง (วันละแก้ว) เพื่อช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน  หรือจะเป็นน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว ดื่มตอนเช้าช่วยย่อยและล้างระบบลำไส้ นอกจากดื่มตามกรุ๊ปเลือดแล้ว

การดื่มเครื่องดื่มตามช่วงเวลา

ก็มีส่วนช่วยในเรื่องของสุขภาพเช่นกัน

  • ช่วงเวลา 06.00 -10.00 น.  ควรดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำฝรั่ง
  • ช่วงเวลา 10.01-14.00 น.    ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีรสขม เช่น น้ำใบบัวบก น้ำลูกเดือย
  • ช่วงเวลา 12.01-18.00 น. ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีรสเผ็ด เช่น น้ำข่า ตะไคร้ เป็นต้น
(แต่ทั้งหลายทั้งปวงแนวคิดนี้กลับได้รับการโต้แย้งจากนักโภชนาการ แพทย์  และนักวิทยาศาสตร์บางคนว่า   ไม่ค่อยจะสอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์  โดยเฉพาะความเชื่อมโยงระหว่างหมู่เลือดกับการรับประทานอาหาร แต่เพียงอย่างใด)

สรุปว่า …… ทั้งหลายทั้งปวงนี้  ถ้าต้องการ “ ฟิต ” แอนด์  “  เฟิร์ม ” ให้ได้ผลดีมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงไม่อยากทำให้มีอาการแบบไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้ (และขณะออกกำลังกาย ควรดื่มเครื่องดื่มเสริมพลังที่มีคาร์โบไฮเดรต 6 – 8 % ต่อแก้ว ทุกๆ 15 – 20 นาที แต่หากดื่มเครื่องดื่มที่มีความเข้มข้นมากกว่า 10% อาจมีปัญหาเรื่องการดูดซึมทำให้เกิดอาการท้องอืด จุกเสียด ปวดเกร็งที่ท้อง คลื่นไส้อาเจียน และท้องเสียได้ ) จำต้องคำนึงถึงภาพรวมตามที่กล่าวไปแล้วด้วย ซึ่งรายละเอียดลึกๆโดยเฉพาะในเรื่องของเครื่องดื่ม เราคงจะต้องไปว่ากันในงวดหน้าอีกที  อย่าลืมติดตามกันนะครับ

 

วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์

กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์

E-MAIL : witoon.wong @gmail.com

www.witooncocktailandwine.com

 

Witoon Wongsawat

โดย: Witoon Wongsawat

อาจารย์วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์ : กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
HEALTH & TREND ตอนที่ 1
1 (1)