FOOD STYLIST พระอัจฉริยภาพของในหลวง ร. 9

FOOD STYLIST พระอัจฉริยภาพของในหลวง ร. 9

(THE GENIUS OF KING RAMA 9)

 

เขียนไปทั้งน้ำตาซึมด้วยความโศกเศร้ายังคงไม่จางหาย ซึ่งเชื่อว่าคงเหมือนกับชาวไทยที่รักพระองค์จนล้นหัวใจทุกๆคน (โดยเฉพาะหลังจากเวลา 18.45 น.ของ วันที่ 13 ตุลาคม เมื่อสำนักพระราชวังออกประกาศว่า “พ่อหลวง” เสด็จสวรรคตแล้วในเวลา  15 นาฬิกา 52 นาที  ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ)

แต่ก่อนหน้านั้นและนานนักหนาแล้ว  แม้เพียงแค่เห็น  [โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯ ณ สถานที่จริง  (ตัวผมเองเคยได้รับโอกาสดีอย่างนั้นอยู่หลายครั้ง)] หรือได้ยิน เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่านผ่านสื่อต่าง ๆ  เท่านั้นแหละ ! น้ำตาแห่งความตื้นตันก็ไหลออกมาแล้ว

จนตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า ……. เป็นเพราะอะไรและทำไมบ่อน้ำตาเราถึงได้ตื้นนัก  เพียงแค่อะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับ “พ่อหลวง ” แม้เพียงปรากฏขึ้นมาในภวังค์

จนมาอ่านเจอข้อมูลของ ศาสตราจารย์โจนาธาน ไฮด์ท  (PRO . DR. JONATHAN DAVID HAIDT) นักจิตวิทยาสังคมแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก  (AERICAN SOCIAL PSYCHOLOGIST AND PROFESSOR OF ETHICAL LEADERSHIP  AT NEW YORK UNIVERSTITY ‘ S STERN SCHOOL OF BUSINESS.)

เลยทำให้รู้ว่า …….ความจริงแล้ว ศาสตราจารย์โจนาธาน ไฮด์ท  ก็เคยตั้งคำถามนี้ไว้เหมือนกันว่า   “ทำไมบางครั้งมนุษย์เราจึงรู้สึกตื้นตันถึงขั้นน้ำตาไหล เมื่อได้เห็นหรือรับรู้การทำความดีหรือความเสียสละของผู้อื่น”

ซึ่งหลังจากการค้นคว้าวิจัยแล้ว ศาสตราจารย์โจนาธาน ไฮด์ท  ได้เรียกสิ่งที่เขาค้นพบว่า “ELEVATION” ที่มีความหมายถึง  “ความซาบซึ้งชวนอบอุ่นใจ” พูดกันง่ายๆว่าเกิดความ  “  ปิติ  ” น่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่าครับ

และโดยสภาวะดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรา “ได้เห็น หรือรับรู้การทำความดี หรือ ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ของผู้ที่ มีจิตแห่งความรักใคร่  ห่วงใย  และ  ปรารถนาดี   มีความเมตตากรุณา”  ซึ่งทำให้เรานึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณสุดประมาณ ของผู้ซึ่งชาวไทยทั้งชาติเรียกว่า “พ่อ” ขึ้นมาทันที

ที่ไม่ได้เพียงแค่ทำให้กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เท่านั้น  แต่ศาสตราจารย์โจนาธาน ไฮด์ท  ยังเชื่อว่า  ยังจะส่งผลให้เรา “ลงมือทำ”  เพื่อตอบสนองอะไรบางอย่างต่อไปด้วย  (ซึ่งเขาได้เขียนลงในหนังสือของเขา THE HAPPINESS  HYPOTHESIS  : FINDING MODERN TRUTH IN ANCIENT WISDOM ด้วย)

ซึ่งถ้าจะมาคิดในแง่ของเรา ก็น่าจะเป็น “พลัง”  ในการสานต่อพระราชปณิธานงานของพ่อ ที่โดยส่วนตัวผมเองยังเชื่อต่อไปอีกด้วยว่า    ความ  “ปิติ” เมื่อนึกถึงพระองค์ จะเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เกิด “ฮึด” เมื่อยามเกิด ท้อแท้ เหนื่อยหน่าย หมดหวัง และหมดกำลังใจ  ดังจะได้ยินเสียงจากความคิดของพสกนิกร ที่สะท้อนการทำงานของพระองค์ว่า  “พ่อยังเหนื่อยกว่าเรามากนัก”

แต่สำหรับคำทางพุทธศาสตร์ได้อธิบายไว้ว่า จิตมนุษย์นั้นเป็น “ ธาตุรู้ ”  (ก็คือใจ) พูดง่าย ๆ ก็คือ จิตเราสามารถ “รับรู้” ได้ถึง            “พระเมตตา” ของพระองค์ที่มีต่อพวกเรา รวมทั้งพระกุศลที่ทรงอุทิศในการ “เจริญเมตตาภาวนา” ให้พสกนิกร มาโดยตลอด

 

จาก “ฟ้า” ผ่าน “ป่า”  ถึง  “ ดิน”  ลง “น้ำ”  

พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ  เป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและนานาชาติ  ด้วยเพราะทรงพระปรีชาสามารถเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง  

ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน

วิทยาศาสตร์ (เทคโนโลยีฝนหลวง)

พระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในล้นเกล้าฯ  ในเรื่องนี้ [ผลงานเรื่องทฤษฎีใหม่ (THE  NEW THEORY  ,  ซึ่งเป็นผลงานที่เกิดจากแนวคิดใหม่ในการพัฒนาประเทศไทย)] ที่รวม ผลงานเรื่องน้ำมันไบโอดีเซล สูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม (PALM OIL FORMULA)]  เข้าไปด้วยได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตานานาประเทศ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลถึง 5 รางวัล [D’UN CONCEPT NOUVEAU DE DEVELOPMENT DE LA THAILANDE , GOLD MEDAL WITH MENTION  (PALM OIL FORMULA) , GOLD MEDAL WITH MENTION (THE  NEW THEORY), GOLD MEDAL WITH MENTION (ROYAL  RAIN  MAKING) , ถ้วยรางวัล SPECIAL PRIX ] จากนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์ ในงาน บรัสเซลส์ ยูเรก้า (BRUSSELS EUREKA)

และประกาศนียบัตร HONORED MEMBER OF BACCI โดยเป็นรางวัลจาก BULGARINA  AMERICAN CHAMBER OF COMMERCIAL AND  INDUSTRY  (BACCI)

นอกจากนี้ในวันที่ 14 มกราคม 2552 นายฟรานซิส เกอร์รี่ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO ) ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแด่ “ พ่อหลวง  ” ของปวงชาวไทยด้วย  ซึ่งเป็นผู้นำพระองค์แรกของโลกที่ได้รับรางวัลนี้

วิศวกรรมศาสตร์  (ทรงลึกซึ้งในการค้นคว้าวิจัยเพื่อการพัฒนาในทางวิทยาศาสตร์ , วิศวกรรมศาสตร์ , การเกษตร , การชลประทาน , การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ)

เกษตร (การยกระดับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย)

ด้วยพระปรีชาสามารถของในหลวงที่ได้ทรงคิดค้นเรื่อง “หญ้าแฝก” สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล  “พ่อหลวง”  เป็น “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (THE HUMANITARIAN SOIL SCIENTIS) พระองค์แรกของโลก

หลังจากที่องค์กรระดับโลกเห็นพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงสนับสนุนการบริหารจัดการดินในประเทศไทยจนได้ผลดีเยี่ยม   ด้วยการแนะนำหญ้าแฝกมาปลูกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ  และป้องกันการพังทลายของหน้าดิน แก้ปัญหาการขาดแคลนที่ทำกินสำหรับเกษตรกร การพัฒนาและอนุรักษ์ดิน

วิทยุสื่อสาร

เป็นพระอัจฉริยภาพหนึ่งในหลายด้านของพระองค์ ขณะประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ สนพระราชหฤทัยศึกษาวิชาไฟฟ้า และวิทยุสื่อสาร สิ่งที่ทรงประดิษฐ์และทดลองใช้คือเครื่องรับวิทยุกระจายเสียง   (คราวเกิดวาตภัยที่ตำบลสวนผึ้ง จ.ราชบุรี ทรงติดต่อเข้ามาที่ศูนย์สายลม พระราชทานคำแนะนำวิธีการติดตั้งข่ายสื่อสาร เพื่อติดต่อระหว่างผู้ที่จะเข้าไปยังพื้นที่กับนักวิทยุสมัครเล่นในกรุงเทพฯ ทำให้การดำเนินงานช่วยเหลือของกลุ่มนักวิทยุสมัครเล่นประสบผลสำเร็จ)

ด้านเครื่องจักรกล

กังหันชัยพัฒนาได้รับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2536 นับว่าเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย ของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทยและครั้งแรกของโลก และถือว่าวันที่ 2 ก.พ.ของทุกปีเป็น “ วันนักประดิษฐ์ ” นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ช่างและภูมิสถาปัตยกรรม

พระองค์ทรงต่อเรือใบด้วยพระองค์เอง

 น้ำ

ทรงใฝ่พระราชหฤทัยเกี่ยวกับการจัดการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นอย่างยิ่ง มีพระราชดำริว่าน้ำคือปัจจัยสำคัญต่อมนุษย์และบรรดาสิ่งมีชีวิตอย่างถ่องแท้

ดิน

วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็น… “ วันดินโลก” (WORLD SOIL DAY ) และ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประกาศให้ พ.ศ. 2558  (  ค.ศ. 2015  ) เป็น “ปีดินสากล” เพื่อเทิดพระเกียรติพระวิริยะอุตสาหะของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการปกป้องและพัฒนา

การศึกษา  (โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ )

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความสำคัญของ การศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะทรงถือว่า “การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาชีวิตมนุษย์ ”

กีฬา

ในพ.ศ. 2510 ทรงชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเรือใบระหว่างประเทศ แข่งขันกีฬาแหลมทองครั้ง 4 นอกจากนี้พระองค์ยังทรงพระปรีชาสามารถในกีฬาแบดมินตัน , สกี  , ยิงปืน , กอล์ฟ , เทนนิส

คอมพิวเตอร์

โดยส่วนพระองค์นั้น ทรงศึกษาคิดค้นสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ด้วยพระองค์เอง

 ภาษา (ภาษาฝรั่งเศส ,  เยอรมัน , อังกฤษ  ด้านภาษา และวรรณกรรม)

พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในวโรกาสต่างๆ เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพในการใช้ภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงศึกษาภาษาละติน อีกทั้งยังสนพระทัยและค้นคว้าเกี่ยวกับศัพท์ภาษาบาลีและสันสกฤต เพราะทรงเข้าพระทัยว่า  หากเข้าใจศัพท์และที่มาของศัพท์แล้ว จะช่วยให้เข้าใจความหมายของธรรมะได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

รวมทั้งยังทรงเป็นเลิศใน ศิลปะ หลายสาขาอีกด้วย  เป็นต้นว่า

จิตรกรรม

ประติมากรรม

ทรงศึกษาค้นคว้าเทคนิควิธีการต่างๆ ในงานประติมากรรม ทั้งการปั้น การหล่อ และการทำแม่พิมพ์  และทรงลงมือปฏิบัติด้วยพระองค์เอง

ดนตรี

คลาริเน็ต (CLARINET) , แซกโซโฟน  (SAXOPHONE)  , ทรัมเป็ต (TRUMPET)  ,  กีตาร์ (GUITER)  และ เปียโน (PIANO) รวมทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้มากมาย

พระราชนิพนธ์ (วรรณศิลป์ และทัศนศิลป์ )

ทรงพระปรีชาสามารถในหลายภาษา  มีส่วนช่วยพระองค์พระราชนิพนธ์หรือแปลได้อย่างมีอรรถรส  แทรกพระอารมณ์ขันไว้ได้อย่างเหมาะสม โดยจะทรงแปลตามความมากกว่าแปลตามคำ 1. เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในช่วงเวลาเสด็จพระราชดำเนิน เพื่อกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2489 , 2.นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ ทรงแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง “A MAN CALLED ” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ในปี พ.ศ.2537 โดยมอบรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา ,  3.ติโต ทรงแปลเรื่อง ติโต จากต้นฉบับเรื่อง TITO ของ PHYLLIS AUTY   เมื่อปี พ.ศ.2519  เพื่อใช้ในศึกษาและเรียนรู้บุคคลที่น่าสนใจของโลกคนหนึ่ง คือ “จอมพลติโต” ผู้ที่ฟันฝ่าอุปสรรคในทุกวิถีทางเพื่อสร้างความเป็นไทให้แก่ประเทศ ของเขา   , 4.พระมหาชนก มีทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่ในเล่มเดียวกัน ทรงแปลพระมหาชนกชาดกเสร็จสมบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ.2531 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดพิมพ์ ในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เมื่อปี พ.ศ.2539  , 6.เรื่องทองแดง เป็นหนังสือที่ติดอันดับขายดีที่สุดของประเทศในปี พ.ศ.2545 , 8.พระราชดำรัส เป็นพระราชนิพนธ์ที่ทรงแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ

พระมหาชนก

จากพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ มีหลักคำสอนที่จะช่วยให้ทุกคนพิจารณาแนวดำเนินชีวิตที่เป็นมงคล  แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะด้าน      “วรรณศิลป์ ”  ของพระองค์อย่างสมบูรณ์อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพด้าน “ทัศนศิลป์” ไว้ด้วย

นั่นคือภาพประกอบฝีพระหัตถ์ของพระองค์ โดยทรงใช้คอมพิวเตอร์วาดภาพแสดงเส้นทางเดินเรือของพระมหาชนก รวม 4 ภาพ   คือภาพวันที่ควรออกเดินทาง , ภาพวันเดินทาง  ,  ภาพวันที่เรือล่ม และ ภาพพระมหาชนกทรงว่ายน้ำ

นอกจากนี้ยังมีบทความที่ทรงพระราชนิพนธ์แปลและเรียบเรียง เช่น

-ข่าวจากวิทยุเพื่อสันติภาพและความก้าวหน้า จาก “RADIO PEACE AND PROGRESS”  ในนิตยสาร INTELLIGENCE  DIGEST ฉบับวัน 1 เมษายน พ.ศ. 2518

-เศรษฐศาสตร์ตามนัยของพระพุทธศาสนา บทที่ ๔ เล็กดีรสโต จาก SMALL IS BEAUTIFUL   โดย F. SCHUMACHER  หน้า 56 – 63

-การคืบหน้าของมาร์กซิสต์ (จาก  “ THE MAXIST ADVANCE ” SPECIAL BRIEF  )

-รายงานตามนโยบายคอมมูนิสต์ (จาก “ FOLLOWING THE COMMUNIST LINE  ” )

-รายงานจากลอนดอน (จาก “ LONDON REPORT  ” ในนิตยสาร INTELLIGENCE DIGEST : WEEKLY REVIEW   ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1975 )

-ประเทศจีนอยู่ยง (จาก “ ETERNAL CHINESE   ” ในนิตยสาร INTELLIGENCE DIGEST : WEEKLY REVIEW   ฉบับวันที่ ๑๓  สิงหาคม ค.ศ. 1975 )

-ทัศนะน่าอัศจรรย์จากชิลีหลังสมัยอาล์เลนเด (จาก  “ SURPRISING VIEW FROM A POST  – ALLENDE CHILE  ”  ใน  INTELLIGENCE DIGEST : WEEKLY REVIEW   ฉบับวันที่ ๒๐ สิงหาคม ค.ศ. 1975 )

-เขาว่าอย่างนั้น เราก็ว่าอย่างนั้น (จาก “ SAUCE OF THE GENDER ”  ในนิตยสาร INTELLIGENCE DIGEST : WEEKLY  REVIEW   ฉบับวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1975 )

-จีนแดง : ตั้วเฮียค้ายาเสพติดแห่งโลก  ( จาก “ RED CHINA : DRUG PUSHERS TO THE WOELD  ” จากนิตยสาร INTELLIGENCE DIGEST : WEEKLY REVIEW   ฉบับวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1975 )

-วีรบุรุษตามสมัยนิยม (จาก “ FASHION IN HEROES  ” โดย GEORGE   WILL ในนิตยสาร NEWSWEEK   ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1979 )

– ฝันร้ายไม่จำจะต้องเป็นจริง (จาก “ NO NEED FOR APOCALYPSE  ” ในนิตยสาร THE  ECONOMIST    ฉบับวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ค.ศ. 1975)

พระราชนิพนธ์ดังกล่าวนี้มีเพียงเรื่อง “ ฝันร้ายไม่จำจะต้องเป็นจริง ” เท่านั้นที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อัญเชิญลงพิมพ์  (ในหนังสือ “  เพ็ญพระพิริยะเกินจะรำพัน ” ซึ่งสมาคมฯจัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก วันที่  2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531)

วาทศิลป์

พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านวาทศิลป์ ในการเลือกสรรถ้อยคำที่สร้างจินตภาพ ด้วย โวหารเปรียบเทียบคมคาย และมีความหมายลึกซึ้ง มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงใช้ภาษาสั้น กระชับ กระทบใจ และชวนให้ขบคิด ที่ส คัญคือทรงใช้ภาษาไทยง่าย ๆ ชัดเจน และยังทรงพระปรีชาสามารถในการ เป็น

ช่างภาพ

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระองค์  ส่วนใหญ่จะเป็นภาพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  , ทูลกระหม่อมทุกพระองค์ และ สุนัขทรงเลี้ยง อีกทั้งเป็นรูปที่พระองค์ทรงเสด็จราชการตามสถานที่ต่างๆ เพื่อใช้ประกอบการทรงงาน (ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ไม่ได้ทรงถ่ายภาพเพื่อศิลปะแต่เพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละภาพยังทรงไว้ซึ่งทางวิชาการอีกด้วย  สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง และนำความผาสุกร่มเย็นมาสู่ประชาชนชาวไทยได้เป็นอย่างดี )

“พ่อหลวง” ทรงสนพระราชหฤทัยในการถ่ายภาพอย่างจริงจังมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์   พระองค์ทรงศึกษาและฝึกฝนการถ่ายภาพด้วยพระองค์เอง (ทรงสะสมตำราเกี่ยวกับการถ่ายภาพไว้เป็นจำนวนมาก และพระองค์ทรงศึกษาจากตำราเหล่านั้น) ในระยะแรกแม้จะทรงไม่ประสบผลสำเร็จในการถ่ายภาพสักเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ทรงย่อท้อ ทรงศึกษาและฝึกด้วยพระองค์เอง จนในที่สุดก็เป็นนักถ่ายภาพที่มีพระปรีชาสามารถยิ่ง

พระองค์ทรงเชี่ยวชาญแม้กระทั่งการล้างฟิล์ม การอัดขยายภาพทั้งภาพขาวดำและภาพสี โดยทรงสร้างห้องมืด (DARK ROOM) ขึ้นในบริเวณชั้นล่างของตึกที่ทำการสถานีวิทยุ อ.ส.  (เป็นสถานีวิทยุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2495 เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับมา ประทับอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร ที่พระราชวังดุสิต ชื่อสถานีวิทยุทรงนำมาจากอักษรย่อของพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งใช้ออกอากาศครั้งแรก ต่อมาจึงย้ายเข้าไปตั้งในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในปี พ.ศ. 2500 )  ด้วยพระราชประสงค์ที่จะทรง “ สร้างภาพ ” ให้เป็นศิลปะอย่างถูกต้องและรวดเร็วด้วยพระองค์เอง

ทรงเชี่ยวชาญการถ่ายภาพทั้งกล้องธรรมดา และกล้องถ่ายภาพยนตร์ ในระยะแรกทรงถ่ายภาพด้วยกล้องที่ไม่มีเครื่องวัดแสงในตัว จึงต้องทรงคำนวณความเร็วของแสงด้วยพระองค์เอง จนสามารถวัดแสงได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ยังเคยทรงงานเป็น

ผู้สื่อข่าว

และช่างภาพอาชีพของหนังสือพิมพ์สแตนดาร์ด (หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ภาษาอังกฤษฉบับแรกของประเทศไทย) ของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ในปี พ.ศ. 2489

พระองค์เคยพระราชทานสัมภาษณ์แก่กลุ่มนักหนังสือพิมพ์ในกรุงวอชิงตัน เมื่อคราวเสด็จประพาสประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2510 ว่า

      “ หน้าที่ของคนหนังสือพิมพ์กับหน้าที่พระเจ้าแผ่นดินนั้นมีลักษณะอย่างเดียวกัน คือทำให้เกิดความเข้าใจอันดีและถูกต้องขึ้นในมวลชน ข้าพเจ้าเองก็พยายามทำหน้าที่เช่นนั้น ชั่วแต่ว่าเราต้องทำด้วยพิธีรีตองและยศอย่างมากไปหน่อยตามธรรมเนียม ”

และเคยมีพระราชดำรัสว่า

“… การแพร่ข่าวโดยขาดความระมัดระวังหรือแม้แต่คำพูดต่าง ๆ เพียงนิดเดียวก็สามารถจะทำลายงานที่ผู้มีความปรารถนาดีทั้งหลายพยายามสร้างไว้ด้วยความยากลำบากเป็นเวลาแรมปี… เหมือนฟองอากาศนิดเดียว ถ้าเข้าไปอยู่ในเส้นเลือดก็จะสามารถปลิดชีวิตคนได้ทั้งคน และน้ำตาลหวาน ๆ ก้อนเล็กนิดเดียว ถ้าใส่ลงในถังน้ำมันรถ ก็จะทำให้เครื่องจักรดี ๆ ของรถเสียได้โดยสิ้นเชิง… ” 

รวมทั้งทำออกมาเป็นภาคภาษาไทยฉบับเยาวชน (เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถในการเขียนบทความด้วย)   เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2504

พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสด้วยพระอารมณ์ขันแก่ผู้ใกล้ชิดผู้หนึ่งถึงการเป็นช่างภาพอาชีพของพระองค์ว่า “ ฉันเป็นกษัตริย์ก็จริง แต่ฉันก็ยังมีอาชีพเป็นช่างภาพของหนังสือพิมพ์สแตนดาร์ด ได้เงินเดือนเดือนละ 100 บาท ตั้งหลายปีมาแล้ว จนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นเขาขึ้นเงินเดือนให้สักทีเขาก็คงถวายเดือนละ 100 บาท อยู่เรื่อยมา  

ที่สำคัญพระองค์ยังทรงเป็นช่างภาพอาหาร และ FOOD STYLIST อีกด้วย

จนทำให้ FOOD STYLIST ซึ่งรวมทั้งผมด้วยเกิดความประหลาดใจ  ในพระปรีชาสามารถของพระองค์ในศิลปะแขนงนี้  การที่พระองค์ทรงใช้ทฤษฎี ทรงจัดวางช่องไฟสัดส่วนของรูป ถูกต้องตามหลักขององค์ประกอบ อย่างมีรสนิยมจนทุกคนเทิดทูนยกย่องพระองค์ว่าทรงเป็นอัจฉริยะบุคคล

จากข้อมูลการทรงงานของพ่อหลวงในหนังสือ  “EVERYDAY SIAMESE DISHES” ของหม่อมเจ้าหญิงสิบพันพารเสนอ โสณกุล  องค์คุรุ  (GURU)   ผู้ทรงฝีมือด้านการปรุงอาหาร พร้อมภาพถ่ายสำรับอาหารไทยฝีพระหัตถ์ (เป็นภาพหน้าปก ๑ ภาพ และภาพประกอบในเล่มอีก ๒ ภาพ ซึ่ง ในหลวง ทรงเลือกภาพทั้ง ๓ มาประกอบหนังสือพระราชทานท่านหญิงด้วยพระองค์เอง)

พอมาถึงตรงนี้ …..   ถ้าจะไปต่อเพื่อบีบให้จบภายในตอนน่าจะแน่นไปสักหน่อย เลยต้องขอไปต่องวดหน้าอีกสักตอน   แล้วพบกันนะครับ

 

วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์

กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์

 

ขอขอบคุณภาพจาก

http://www.phenkhao.com/contents/10804

thestandard.co/kingrama9-standard-newspaper-2/

http://www.thaihealth.or.th/Content/21651-พระอัจฉริยภาพด้านศิลปกรรม

travel.kapook.com/view51057.html

www.soscity.co/article/newhorizon/the-genius-of-king-bhumibol-from-toy-to-invention

http://www.tsdf.or.th/th/royally-initiated-projects/10772-หญ้าแฝก-2534/

Witoon Wongsawat

โดย: Witoon Wongsawat

อาจารย์วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์ : กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
FOOD STYLIST พระอัจฉริยภาพของในหลวง ร. 9
ให้คะแนนบทความ