พระกระยาหารค่ำในพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี

5 Menu for Akhantuka Royal Head of State

หลังจากสำนักพระราชวังมีประกาศแถลงการณ์เมื่อเวลา 18.45 น. วันที่ 13 ตุลาคม ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร “พ่อหลวง” ของปวงชาวไทยได้เสด็จสู่ “สวรรค์” ได้สร้างความอาลัยต่อปวงพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ ไม่เว้นแม้แต่นอกบ้านต่างเมือง

จากวันนั้นเสียงร่ำไห้ในหัวใจของคนไทยทุกหมู่เหล่าก็ยังคงดังระงมอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสร่างซา ทุกคนต่างตกอยู่ในอาการโศกเศร้า (เชื่อว่ายังคงเกิดขึ้นกับคนไทยทุกหมู่เหล่าตราบนิจนิรันดร์) ก็เลยอยากจะใช้โอกาสในห้วงอารมณ์อย่างนี้ ได้กล่าวถึง “อาหารและเครื่องดื่ม” ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่าน (ทั้งน้ำตา)

img_1727
photo credit: www.palaces.thai.net

โดยเฉพาะช่วงที่พระองค์ถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ (13 มิ.ย.2549) พระราชอาคันตุกะทั้งหมด 25 ประเทศ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาด้วยพระองค์เอง 13 ประเทศ และอีก 12 ประเทศทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้แทนพระองค์ให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทน นับเป็นงานพระราชพิธีที่มีพระประมุขจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมมากที่สุดในโลก ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารในพระบรมมหาราชวัง

ซึ่งเป็นครั้งที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ถึงความยิ่งใหญ่อลังการจนประจักษ์ชัดไปทั่วโลกที่สำคัญยังเป็นการชุมนุมของพระประมุขจากประเทศต่างๆ มากกว่าครั้งไหนในโลกอีกด้วยซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาในท้องพระโรงกลางประดิษฐานปฎลมหาเศวตฉัตร พระที่นั่งพุฒตาลกาญจนสิงหาสน์อยู่ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร 9 ชั้น (พระมหาเศวตฉัตร 9 ชั้น มีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ของไทยเป็นใหญ่เหนือทิศทั้ง 9)

พระกระยาหารของในหลวง

แม้ว่าชีวิตส่วนพระองค์จะทรงเสวยพระกระยาหารอย่างเรียบง่ายเพียงใด เมนูพระกระยาหารในแต่ละมื้อได้กลายเป็นต้นแบบของความพอเพียงอย่างแท้จริง  โดยทรงโปรดเสวยพระกระยาหารที่รสไม่จัดและมันมาก โปรดผัดผักทุกชนิด ซึ่งต้องมีผักมากกว่าโปรตีน ไม่ว่าจะเป็น ผัดคะน้า ผัดถั่วลันเตาหรือ ผัดถั่วงอก (แต่ไม่โปรดต้นหอม)

เครื่องต้นเช้า จะเป็นข้าวต้มเครื่อง (ไม่ใส่ผักชี ใบหอม ต้นหอม และตังฉ่าย) หรือสลับเป็นข้าวต้มกุ๊ยเสวยกับ อย่างพวกหัวไชโป๊วผัดไข่ ไข่เค็ม ปลาสลิด หนำเลี้ยบผัด หรือไข่เจียวรวมทั้ง ไข่ลวกด้วย (พระองค์ทรงโปรดเสวยเพียงจานเดียวไม่ตักเติมอีก)

ครื่องกลางวัน จะเป็น ซุปอาสาเรน (ซุปใสใส่ไข่) สปาเก็ตตี้มิลานเนส แกงจืดเซ่งจี๊ ผัดไก่เล่าปี่ ปูเค็มต้มกะทิ หลนปลากุเลา และผัดเผ็ดปลาดุกทอดฟู

ส่วนเครื่องจิ้ม จะมีเป็นพวกน้ำพริกมะขาม น้ำพริกมะเขือพวง น้ำพริกหนำเลี๊ยบรวมทั้งน้ำพริกลงเรือ หรือน้ำพริกกะปิกับปลาทูทอด แม้ข้าวแช่ก็เคยทรงโปรด

พระกระยาหารว่าง เคยโปรดบะหมี่ โดยจะใส่หน้าหมูแดง หน้าเป็ด หน้าปูได้ทั้งนั้น แต่ต้องไม่มีผักชี ใบหอม ต้นหอม และตังฉ่าย

ของหวาน…จะทรงโปรดทั่วๆ ไปเช่นกล้วยหักมุกเชื่อม ไอศกรีม โดยเฉพาะ ผลไม้ (ตามฤดูกาล)

เครื่องดื่ม โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ (ซึ่งจะขอนำไปกล่าวกันอย่างเต็มๆ ในงวดหน้านะครับ)

อย่างไรก็ตามเมื่อต้องเสด็จพระราชดำเนินไปในต่างจังหวัด หรือแปรพระราชฐานไปตามเมืองอื่นนั้น เครื่องต้นก็จะเปลี่ยนเป็นของเสวยของภาคต่างๆ

(Cr. ข้อมูล ใกล้เบื้องพระยุคลบาท โดย ลัดดา ซุบซิบ วันที่ 3 มิถุนายน 2545 / ผู้จัดการรายสัปดาห์ “เครื่องต้น ก้นครัว” หนังสือที่สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย เคยจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อออกจำหน่ายหาทุน  และอาจารย์วันดี ณ สงขลา)

พระกระยาหารในงานพระราชพิธี

แต่ทว่า “พระกระยาหาร” สำหรับในงานพระราชพิธีนี้จะต้องจัดให้สมพระเกียรติอย่างที่สุดอีกทั้งยังนำวัตถุดิบจากโครงการหลวงอันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรงมีพระราชดำริซึ่งได้เปรียบในเรื่องความสดใหม่ และมีคุณภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าของต่างประเทศ (เป็นโครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อเป็นการหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2512 โดยหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับผิดชอบในฐานะประธานมูลนิธิโครงการหลวง) มาใช้รับรองพระราชอาคันตุกะอีกด้วย

photo credit: www.palaces.thai.net

ส่วนบนโต๊ะพระราชทานเลี้ยงในงานถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำศิลปวัตถุอันงดงามจากศิลปาชีพมาจัดแสดง

สำหรับปกเมนู จะใช้แกะสลักจากไม้โมกมันกรอบเป็นทองคำ มีพระปรมาภิไธย “ภปร.” ส่วนของคนอื่นเป็นทองคำลงยา แต่ของพระประมุขนั้นเป็นเพชร

ส่วนจานโชว์เพลตของพระประมุขทำด้วยทองคำโลหะอันทรงค่ามาจากบริษัท แซทส์ของฝรั่งเศส วางไว้ตรงกลางระหว่างช้อนกับส้อม แก้วเหล้าใช้ยี่ห้อโมเซย์ที่ขึ้นชื่อจากสาธารณรัฐเช็ก

ในงานนี้ เชฟนอร์เบิร์ท คอสเนอร์ executive chef จากโรงแรมโอเรียนเต็ล ภาคภูมิใจมากที่เป็นครั้งเดียวในชีวิต (ก่อนหน้านี้เคย ทำงานใหญ่ที่สุดคืองานเลี้ยงบรรดาผู้นำเอเปกซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ) ได้มีโอกาสรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ในการปรุงอาหารถวายกษัตริย์จากทั่วโลก (เชฟนอร์เบิร์ท คอสเนอร์ เคยทำงานอยู่ด้วยกันกับผมที่ดุสิตธานี ก่อนที่เขาจะย้ายไปทำงานที่โอเรียนเต็ล จนปิดฉากชีวิตการทำงาน ณ ที่นั้นในที่สุด)

img_0271
photo credit: www.palaces.thai.net

ความผิดพลาดจึงจะขึ้นในงานนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด เริ่มจากการรังสรรค์เมนูที่ก่อนอื่นเชฟจะต้องรู้เสียก่อนว่าพระราชอาคันตุกะทุกพระองค์เสวยอะไรได้บ้าง หรือมีข้อห้ามไม่ให้เสวยอะไรบ้าง เพราะบางองค์ทรงนับถือศาสนาอิสลาม และบางพระองค์เสวยมังสวิรัติ จากนั้นถึงค่อยคิดเมนูแต่ละจานออกมา โดยจะมีรายละเอียดสั้นๆ ของส่วนประกอบหลักไว้ในรายการอาหารทั้งหมดด้วย หลังจากนั้นต้องส่งเมนูประวัติศาสตร์นี้เข้าไปในวังเพื่อถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงเลือกเสียก่อน

สำหรับการเตรียมงานก่อนวันพระราชพิธีจริง ด้วยความรอบคอบทางทีมงานเขาจึงต้องเริ่มเตรียมงานกันเป็นแรมเดือน เพราะเวลาที่จะออกอาหารในแต่ละจานนั้นสำคัญมากคือจะต้องให้ลงตัวพอดี จึงต้องมีการซ้อมทำกันจริงๆ ก่อนหน้าวันงานพระราชพิธี 48 ชั่วโมง

สำหรับแชมเปญที่สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาะห์ แห่งบรูไนใช้ทรงชนแก้วถวายพระพรชัยมงคลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเป็น pink champagne ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (สุลต่านบรูไนเป็นมุสลิม แชมเปญจะไม่มีแอลกอฮอล์ และของพระเจ้าอยู่หัวก็ไม่มีแอลกอฮอล์เช่นกัน) ส่วนแก้วแชมเปญเลือกใช้ทรง flute champagne (แก้วแชมเปญจะนิยมใช้กันอยู่สามรูปแบบ เช่น ทรงขลุ่ย (flute champagne) ทรงทิวลิป (tulip champagne) และแบบที่นิยมกันในสมัยเก่าคือ แชมเปญรูปทรงกลมปากกว้าง (champagne saucer ))

5 Menu for Crowned Heads

จานแรก ‘สลัดกุ้งเนื้อปู’ (crayfish salad) มีผักสลัดจากโครงการหลวง ซึ่งกุ้ง crayfish นั้น เป็นกุ้งล็อบสเตอร์ขนาดเล็ก เปลือกสีแดงจัดสวยงาม เนื้อแน่นรสชาติหวาน (ปกติจะต้องนำเข้าจากเมืองนอก แต่ที่โครงการหลวงสามารถเลี้ยงได้ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2548 กุ้งชนิดนี้มีคุณภาพดีเท่ากับของเมืองนอก) โดยกุ้ง crayfish ที่ส่งแช่เย็นมานั้น ต้องนำมาแช่ในน้ำร้อนประมาณ 80 องศา ส่วนปูนั้นก็ต้องนำมาต้มแล้วแกะเนื้อเป็นชิ้นๆ ออกก่อนด้วย

จานที่สองเป็น ‘ซุปใสสไตล์โบราณ’ (clear soup traditional style) ใช้ผักจากโครงการหลวงเช่นกัน เป็นการนำผักสดหลากชนิดมาต้มปรุงรสแล้วกรองเอากากออกจะได้รสหวานจากผัก ชูรสให้กลิ่นของซุปหอมด้วยเหล้าเชอรี่ (consomme double au sherry ซุปใสใส่เหล้าเชอรี่)

จานที่สาม ‘ปลาเรนโบว์เทร้าต์ราดด้วยซอส’ (rainbow trout with sauce) ซึ่งเป็นปลาที่ในหลวงทรงมีพระราชดำริให้นำมาทดลองเลี้ยงที่สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2516 เป็นปลาซึ่งปกติจะว่ายทวนน้ำ โดยเฉพาะนำไปเลี้ยงตามบริเวณดอยอินทนนท์ซึ่งมีน้ำตกที่ใสสะอาด จึงทำให้มีเนื้อแน่นขาวออกสีขาวรสชาติหวานอร่อย

จานเมนคอร์ส ‘เนื้อลูกวัวราดซอส’ (veal cutlets with olive oil) โดยต้องนำเนื้อลูกวัวสีชมพูสวยสดนั้นมาตัดแต่งให้สวยงามแล้วหมักด้วยน้ำมันมะกอกให้น้ำมันซึมเข้าเนื้อจนชุ่มฉ่ำก่อนหนึ่งคืน เพื่อได้ถึงซึ่งรสสัมผัสที่อ่อนนุ่มกว่าเนื้อวัวทั่วๆ ไป (veal คือเนื้อวัวที่ได้จากวัวมีอายุน้อยกว่า 3 เดือน เนื้อของ veal จะมีสีชมพูอ่อน ส่วน beef ใช้เรียกเนื้อวัวที่ได้จากวัวที่เจริญเติบโตเต็มที่ หรือมีอายุ 2 ปีขึ้นไป)

จานขนมหวาน ‘แอปเปิ้ลชาลอต’ (apple charlotte พายผลไม้ซึ่งมีส่วนผสมหลักเป็นแอปเปิ้ล โรยหน้าด้วยไอศกรีม) ซึ่งจะฝานแอปเปิ้ลให้บางๆ แล้วเรียงให้เป็นชั้นอย่างสวยงามวางลงบนจาน นำไปอบ มีไอศกรีมอยู่ด้านข้าง ราดด้วยซอสเบอร์รี่

หลังจากพระกระยาหาร

สำหรับเมนูทั้ง 5 คอร์สนี้ ททท.เคยนำออกขายเป็นแพ็กเกจทัวร์สุดพิเศษ “ตามรอยพระราชอาคันตุกะ” โดยเชฟนอร์เบิร์ท คอสเนอร์ มาปรุงอีกรอบให้ผู้ร่วมรายการนี้ได้มีโอกาสได้ลิ้มรส โดยหลังจากนั้นทางโรงแรมโอเรียนเต็ลจะนำรายการอาหารทั้ง 5 อย่างนี้มาขึ้นเมนูของโรงแรมเพื่อให้บริการคนทั่วไป เพราะต้องการประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ไม่ว่าจะเป็นพืชผักปลอดสารพิษ และเนื้อสัตว์

เสร็จสิ้นงานถวายพระกระยาหารค่ำแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระประมุขและพระราชวงศ์ต่างประเทศเสด็จฯ กลับมายังพระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติเพื่อเสวยพระสุธารสกาแฟ

จนได้เวลา พระประมุขและพระราชวงศ์ต่างประเทศเสด็จเข้ามาทูลลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเสด็จฯ กลับโรงแรมที่ประทับ (ตามลำดับอาวุโสการครองราชย์มาก-น้อย โดยมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงส่งเสด็จที่ท้องพระโรงหน้า) จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ท้ายสุดหลังจากที่เราเริ่มกล่าวมาตั้งแต่ พระกระยาหารทรงโปรด จนกระทั่งงานถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ “พระราชอาคันตุกะ” จนก่อนลาจากอดนึกใจหายไม่ได้เมื่อเห็น “เครื่องเสวยถวายหน้าพระบรมโกศในหลวง ร.๙ ” ด้วยความอาลัยอย่างสุดที่จะหาคำใดมากล่าวได้

“พ่อของแผ่นดิน” จะจากไปเพียงแต่พระวรกายเท่านั้น แต่พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้จะทรงสถิตมั่นในดวงใจพสกนิกรของพระองค์ตราบนิรันดร์กาล และเพื่อเป็นการเพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน งวดหน้าจึงอยากขอนำเสนอ เรื่อง “โอวัลติน” เครื่องดื่มทรงโปรดของในหลวงอีกครั้งนะครับ

 

สำหรับเครื่องดื่มทรงโปรดพิเศษอ่านต่อได้ที่ “Ovaltine” เครื่องดื่มที่ในหลวง ร.๙ ทรงโปรด

 

Cr. ข้อมูลรูปภาพ
www.palaces.thai.net

—————————————

word: วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์
กรรมการผู้จัดการ  โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
www.witooncocktailandwine.com

Witoon Wongsawat

โดย: Witoon Wongsawat

อาจารย์วิฑูรย์ วงษ์สวัสดิ์ : กรรมการผู้จัดการ โรงเรียนวิฑูรย์ค็อกเทลและไวน์
พระกระยาหารค่ำในพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
ให้คะแนนบทความ